logo
logo-text

I-download ang aklat na ito sa loob ng app

Chapter 7

ปางไม้อรุณ
รถกระบะยกสูงแล่นเข้าไปเส้นทางทุรกันดาร ซึ่งบริเวณข้างทางนั้นปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ถนนเส้นนี้เป็นถนนส่วนบุคคล ซึ่งจุดหมายปลายคือปางไม้แห่งใหญ่ในภาคเหนือ “ปางไม้อรุณของพ่อเลี้ยงอรุณ” นั่นเอง
“พ่อเลี้ยงครับ พ่อเลี้ยง มีแขกมาขอพบครับ”
คนงานวิ่งกระหืดกระหอบ เข้ามารายงานผู้เป็นนายซึ่งกำลังตรวจเช็คท่อนไม้อยู่
“ใคร? เขาได้บอกไหม?”
พ่อเลี้ยงอรุณหันไปมองลูกน้องวัยกลางคน ซึ่งกำลังยืนหอบเหนื่อยจนตัวโยน
“เขาบอกว่าเป็นทนายความครับ ผมให้นั่งรอกับที่ศาลาโน้นครับพ่อเลี้ยง”
“ทนายความหรอวะ? เออ แกไปพาเขาเข้าไปนั่งรอในห้องรับแขก แล้วให้แม่บ้านหาน้ำดื่มต้อนรับด้วย เดี๋ยวฉันตามไป”
ถึงแม้ว่าจะยังงุนงงที่จู่ๆ ทนายความก็โผล่มาปางไม้ แต่พ่อเลี้ยงอรุณก็ยังสั่งให้ลูกน้องต้อนรับขับสู้อย่างดี
“ครับ”
คนงานหนุ่มใหญ่รับคำผู้เป็นนาย แล้วจึงรีบวิ่งกระวีกระวาดกลับมายังเรือนไม้หลังใหญ่ ที่เป็นเรือนพักของเจ้านายทั้งสามคน ซึ่งประกอบด้วย พ่อเลี้ยงอรุณ และลูกชายทั้งสองคน
“สวัสดีครับพ่อเลี้ยงอรุณ”
แขกผู้มาเยือนรีบลุกขึ้นมา ยกมือไหว้และเอ่ยทักทายเจ้าของสถานที่อย่างนอบน้อม
“สวัสดีครับ คุณ…”
พ่อเลี้ยงยกมือหนาขึ้นมาพนมแค่หน้าอกรับไหว้แขกผู้มาเยือน พร้อมทั้งเอ่ยทักทาย
“ผมเป็นทนายความของพ่อเลี้ยงเกษมครับ”
คิ้วหนาของพ่อเลี้ยงขมวดปมชนกัน จนเกิดรอยย่นกลางหว่างหัวคิ้ว เมื่อได้ยินว่าอีกคนเป็นใคร
“แล้วคุณมาหาผมทำไมครับ มีเรื่องอะไรรึเปล่า”
“คือพ่อเลี้ยงเกษมให้ผมนำจดหมายและพินัยกรรมมาให้พ่อเลี้ยงครับ”
ทนายความวัยกลางคนรูดซิปเปิดกระเป๋าเอกสาร แล้วหยิบซองสีน้ำตาลออกมาสองซอง ซึ่งมีขนาดเล็กหนึ่งซอง ขนาดใหญ่หนึ่งซอง วางไว้บนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้าของพ่อเลี้ยงอรุณ
เจ้าของปางไม้มองซองสีน้ำตาลสลับกับมองหน้าของทนายความ ด้วยด้วยสายตาสงสัย
“คือมันยังไง? ผมเข้าใจ”
“พ่อเลี้ยงเกษมได้สั่งผมไว้ว่า ถ้าวันไหนที่พ่อเลี้ยงเป็นอะไรไป หรือ หายตัวไป ให้ผมนำจดหมายและพินัยกรรมมาให้พ่อเลี้ยงกับมือของผมเองครับ”
เมื่อได้ฟังคำพูดของทนายความ สีหน้าของพ่อเลี้ยงอรุณถอดสีลงด้วยความตกใจ
“นี่คุณทนายกำลังจะบอกผมว่า เกษมเสียชีวิตแล้วอย่างนั้นหรอครับ?”
“ยังครับ ยังไม่แน่ใจว่าพ่อเลี้ยงเกษมปลอดภัยดีไหม เพราะว่าตอนนี้พ่อเลี้ยงเกษมได้หายตัวไป”
“แล้วเรื่องไปถึงไหนแล้วครับ ตามจับตัวคนร้ายได้รึยัง?”
เจ้าของปางไม้ถามไถ่อย่างร้อนใจ เพราะนึกถึงครั้งที่เพื่อนสนิทเคยโทรศัพท์มาเล่าเรื่องราวความวุ่นวายและขอความช่วยเหลือกับตัวเขาเอาไว้
“ตอนนี้ทางตำรวจกำลังเร่งช่วยกันตามหาพ่อเลี้ยงเกษมและตามสืบว่าใครเป็นคนร้ายอยู่ครับ เสร็จธุระของผมแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับพ่อเลี้ยง”
“สวัสดีครับ คุณทนาย”
“สวัสดีครับพ่อเลี้ยง”
เมื่อทนายความทำธุระสำคัญของตัวเองเสร็จ จึงบอกลาเจ้าของปางไม้ คล้อยหลังที่ล่ำลาและส่งทนายความกลับไป พ่อเลี้ยงอรุณจึงแกะซองสีน้ำตาลซองเล็ก ซึ่งมันเป็นจดหมายของเพื่อนสนิทที่ตั้งใจจะส่งให้ถือของเขาอย่างตั้งใจ
********************ข้อความในจดหมาย*****************
ถึงอรุณเพื่อนรัก
ถ้าจดหมายฉบับนี้ถึงมือเพื่อน นั่นแสดงว่าเราได้หายสาบสูญหรือไม่อย่างนั้นเราก็อาจจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว เพื่อนคงจะจำเรื่องที่เราเคยขอความช่วยเหลือได้
ซึ่งตอนนี้มันคงถึงเวลาแล้วที่เราต้องรบกวน เราขอฝากลูกชายทั้งคนกับเพื่อนด้วยนะ ส่วนเรื่องพินัยกรรมเพื่อนช่วยจัดการทุกอย่างให้เราเลย และขอให้จัดการตามคำขอครั้งสุดท้ายของเราให้ได้นะ เพราะนั้นคือทางเดียวที่เราจะรักษา” ไร่ไออุ่นรัก” ไว้ได้ และเราก็มั่นใจว่าหลานอาทิตย์ช่วยได้ เราขอบใจเพื่อนมากนะ
ขอบคุณมากเพื่อนรัก

พ่อเลี้ยงเกษม
หลังจากที่ทนายความของไร่ไออุ่นรักกลับไป พ่อเลี้ยงอรุณจึงตามตัวลูกชายคนโตของตัวเองเข้ามาพบที่ห้องทำงาน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก สิ้นเสียงเคาะ ประตูก็ถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่ง อาทิตย์เดินเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะทำงานของผู้เป็นพ่อ
“พ่อเรียกผมมาพบ มีอะไรรึเปล่าครับ?”
“นั่งลงก่อนสิ”
ร่างสูงค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ออก แล้วหย่อนกายลงนั่ง ทุกท่วงท่านั้นช่างสง่างามน่ามองดั่งราชสีห์ ที่ค่อยๆ เยื้องย่างกาย
“พ่อมีเรื่องอยากจะขอให้แกช่วย”
“เรื่องอะไรหรอครับ?”
อาทิตย์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มสายตาคมโฟกัสที่ใบหน้าของผู้เป็นพ่ออย่างแน่วแน่
“แกช่วยไปไร่ไออุ่นรักเป็นเพื่อนพ่อหน่อย”
คิ้วเข้มย่นชนกัน เมื่อได้ยินคำพูดของบิดา เรื่องที่ขอให้ตัวเขาไปไร่ไออุ่นรักเป็นเพื่อน ซึ่งตัวของอาทิตย์ก็พอจะรู้ว่านั้นคือไร่ของเพื่อนสนิทของผู้เป็นพ่อ แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม? ต้องให้เขาไปด้วย เพราะเวลาที่บิดาไปพบปะเพื่อนเก่าๆ ผู้เป็นพ่อไม่เคยให้เขาไปด้วยเลยสักครั้ง
“พ่อให้ผมไปด้วยทำไมครับ? ปกติเวลาที่พ่อไปหาเพื่อนเก่าๆ พ่อไม่เคยให้ผมไปด้วยเลย”
“ที่นั่นเขากำลังเดือดร้อน พ่อเลี้ยงเกษมเพื่อนรักของพ่อหายตัวไปอย่างไว้ร่องรอย พ่อจึงอยากที่แกไปช่วย”
ถึงแม้ผู้เป็นพ่อจะเล่าเรื่องราวให้ฟังไปบ้าง แต่คิ้วเข้มก็ยังไม่คลายปมออกจากกัน กลับย่นมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“พ่อเล่ามาถึงตรงนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าผมต้องไปช่วยอะไร”
“เกษมขอร้อง ให้พ่อช่วยพูดกับอาทิตย์ ให้ช่วยไปดูแลไร่ไออุ่นรักและช่วยดูแลลูกของเขาด้วย”
พ่อเลี้ยงอรุณพูดด้วยเสียงแน่นหนัก ฟังดูน่าเกรงขาม ถ้าเป็นคนอื่นได้ฟังคงหนาวๆ ร้อนๆ เป็นแน่
“เท่าที่ผมได้ยินมา พ่อเลี้ยงเกษมมีลูกชายไม่ใช่หรอครับ? แล้วเป็นฝาแฝดด้วย ทำไมต้องให้ผมไปช่วยดูแลไร่ให้ล่ะครับ?”
พ่อเลี้ยงอรุณถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพูด เรื่องราวทั้งหมดให้ลูกชายคนโตฟัง
“เจ้าทิตย์ฟังพ่อนะ ตอนนี้ไร่ไออุ่นรักกำลังมีปัญหากับผู้มีอิทธิพล เจ้าสองอุ่นไม่มีปัญญารับมือหรอก พ่อเลี้ยงเกษมคงคิดดีแล้ว ถึงมาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเรา"
“มีลูกชายตั้งสองคน แต่ไม่มีปัญญาดูแลไร่ได้ ก็ปล่อยให้รังแกไปเถอะครับ ถ้าจะอ่อนแอขนาดนี้”
ร่างสูงพูดออกมาด้วยถ้อยคำดูแคลนบุคคลที่กำลังกล่าวถึง เป็นเพราะเขาไม่ชอบคนอ่อนแอ ที่คอยแต่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น โดยที่ตัวเองไม่คิดจะสู้ แล้วยิ่งเป็นผู้ชายตั้งสองคน อาทิตย์ยิ่งดูแคลนมากขึ้น
“เฮ้อ! แกดูเองล่ะกันว่าตัวแค่เนี่ย จะสู้ใครเขาได้”
พ่อเลี้ยงเลื่อนซองน้ำตาลมาตรงหน้าของลูกชาย ร่างสูงหยิบซองสีน้ำตาลขึ้น แล้วดึงสิ่งอยู่ด้านในออกมาดูนั่นคือรูปถ่ายของทั้งสองแฝดที่ถ่ายคู่กัน อาทิตย์มองรูปในมืออย่างพิจารณา คาดคะเนขนาดตัวจริงผ่านรูปถ่าย
ความสูงคงไม่น่าจะถึงร้อยเจ็ดสิบ แขนขาเรียวเล็ก เอวบางคอด ดวงตากลมโตดำขลับวาววับ คิ้วโค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยว จมูกเป็นสันขึ้นนิดๆ รับกับปากบางเป็นกระจับ เครื่องเคราบนใบหน้าของสองแฝด ดึงดูดสายตา ของร่างสูงให้หยุดนิ่งมองไปชั่วขณะหนึ่ง
ในความรู้สึกของอาทิตย์ถ้ามองเพียงผิวเผินสองแฝดนี้แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย แต่ถ้าลองมองดูดีๆ จะเห็นความแตกต่างได้อย่างง่ายดาย นั่นคือรอยยิ้ม แม้ว่าในรูปนี้เจ้าแฝดจะยิ้มทั้งสองคน แต่ร่างสูงกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของอีกคนนั้นมันสดใสมองแล้วรู้สึกสบายตาสบายใจ แต่อีกคนภายใต้รอยยิ้มนั้นเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ ซึ่งตัวของอาทิตย์คิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าค้นหาไม่น้อยเลย
“นี่คือผู้ชายจริงๆ หรอครับ?”
ร่างสูงวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะ แล้วถามผู้เป็นพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น
“ใช่สิวะ พ่อถึงบอกแกว่าตัวแค่เนี่ย จะไปสู้รบปรบมือกับใครไหว”
“ถ้าผมไปช่วยงานที่ไร่ไออุ่นรัก แล้วงานที่ปางล่ะครับ ใครจะช่วยพ่อ”
ถึงแม้ว่าอาทิตย์จะโอนอ่อนเรื่องที่จะไปช่วยตามคำขอของเพื่อนสนิทผู้เป็นพ่อ แต่ร่างสูงก็อดที่จะเป็นห่วงงานที่ปางไม้ไม่ได้
“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ที่นี่ยังมีพ่อกับเจ้าชลอยู่”
“แล้วผมต้องเดินทางเมื่อไหร่ครับ?”
“ไปให้เร็วที่สุด เพราะทางนั้นกำลังอ่อนแอ ไม่รู้ว่าจะโดนพวกนั้นเล่นงานอีกเมื่อไหร่ แกไปเคลียร์งานแล้วเตรียมตัวให้พร้อม แกพร้อมเมื่อไหร่เราจะออกเดินทางกันในทันที”
คำพูดของพ่อเลี้ยงอรุณ ทำให้ร่างสูงพอที่จะรับรู้ได้ถึงความร้อนใจเพราะเป็นห่วงเป็นใยทางนั้น
“แกรับปากว่าจะช่วยพ่อแล้วนะ ต้องช่วยทุกอย่างห้ามกลับคำเป็นอันขาด”
“หมายความว่ายังไงครับ? อธิบายให้ผมฟังที”
สายตาคมจ้องหน้าผู้เป็นพ่อเขม็ง ในใจลุ้นรอฟังคำตอบของบิดาอย่างใจจดจ่อ
“ถึงเวลาแกก็รู้เอง ไปเตรียมตัวได้แล้ว ตามเจ้าชลมาหาพ่อด้วยนะ”
อาทิตย์จำใจเดินออกมาจากห้องทำงานของผู้เป็นพ่อ หอบเอาความข้องใจกลับมาด้วยเพราะผู้เป็นพ่อไม่ยอมเฉลย บอกเพียงแค่ให้เขารอให้ถึงเวลา

Komento sa Aklat (410)

  • avatar
    Tanyawee

    สนุกดีคะ

    31/03

      0
  • avatar
    กุลยา ฯ.

    ดีมาก

    23/03

      0
  • avatar
    แก้ม ใส คนปกติ

    สนุกแล้วก็เพลินมากค่ะแนะนำให้อ่านลองดู

    29/01

      0
  • Tingnan Lahat

Mga Kaugnay na Kabanata

Mga Pinakabagong Kabanata