ปางไม้อรุณรถกระบะยกสูงแล่นเข้าไปเส้นทางทุรกันดาร ซึ่งบริเวณข้างทางนั้นปกคลุมไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ ถนนเส้นนี้เป็นถนนส่วนบุคคล ซึ่งจุดหมายปลายคือปางไม้แห่งใหญ่ในภาคเหนือ “ปางไม้อรุณของพ่อเลี้ยงอรุณ” นั่นเอง“พ่อเลี้ยงครับ พ่อเลี้ยง มีแขกมาขอพบครับ”คนงานวิ่งกระหืดกระหอบ เข้ามารายงานผู้เป็นนายซึ่งกำลังตรวจเช็คท่อนไม้อยู่“ใคร? เขาได้บอกไหม?”พ่อเลี้ยงอรุณหันไปมองลูกน้องวัยกลางคน ซึ่งกำลังยืนหอบเหนื่อยจนตัวโยน“เขาบอกว่าเป็นทนายความครับ ผมให้นั่งรอกับที่ศาลาโน้นครับพ่อเลี้ยง”“ทนายความหรอวะ? เออ แกไปพาเขาเข้าไปนั่งรอในห้องรับแขก แล้วให้แม่บ้านหาน้ำดื่มต้อนรับด้วย เดี๋ยวฉันตามไป”ถึงแม้ว่าจะยังงุนงงที่จู่ๆ ทนายความก็โผล่มาปางไม้ แต่พ่อเลี้ยงอรุณก็ยังสั่งให้ลูกน้องต้อนรับขับสู้อย่างดี“ครับ”คนงานหนุ่มใหญ่รับคำผู้เป็นนาย แล้วจึงรีบวิ่งกระวีกระวาดกลับมายังเรือนไม้หลังใหญ่ ที่เป็นเรือนพักของเจ้านายทั้งสามคน ซึ่งประกอบด้วย พ่อเลี้ยงอรุณ และลูกชายทั้งสองคน“สวัสดีครับพ่อเลี้ยงอรุณ”แขกผู้มาเยือนรีบลุกขึ้นมา ยกมือไหว้และเอ่ยทักทายเจ้าของสถานที่อย่างนอบน้อม“สวัสดีครับ คุณ…”พ่อเลี้ยงยกมือหนาขึ้นมาพนมแค่หน้าอกรับไหว้แขกผู้มาเยือน พร้อมทั้งเอ่ยทักทาย“ผมเป็นทนายความของพ่อเลี้ยงเกษมครับ”คิ้วหนาของพ่อเลี้ยงขมวดปมชนกัน จนเกิดรอยย่นกลางหว่างหัวคิ้ว เมื่อได้ยินว่าอีกคนเป็นใคร“แล้วคุณมาหาผมทำไมครับ มีเรื่องอะไรรึเปล่า”“คือพ่อเลี้ยงเกษมให้ผมนำจดหมายและพินัยกรรมมาให้พ่อเลี้ยงครับ”ทนายความวัยกลางคนรูดซิปเปิดกระเป๋าเอกสาร แล้วหยิบซองสีน้ำตาลออกมาสองซอง ซึ่งมีขนาดเล็กหนึ่งซอง ขนาดใหญ่หนึ่งซอง วางไว้บนโต๊ะแล้วเลื่อนไปตรงหน้าของพ่อเลี้ยงอรุณเจ้าของปางไม้มองซองสีน้ำตาลสลับกับมองหน้าของทนายความ ด้วยด้วยสายตาสงสัย“คือมันยังไง? ผมเข้าใจ”“พ่อเลี้ยงเกษมได้สั่งผมไว้ว่า ถ้าวันไหนที่พ่อเลี้ยงเป็นอะไรไป หรือ หายตัวไป ให้ผมนำจดหมายและพินัยกรรมมาให้พ่อเลี้ยงกับมือของผมเองครับ”เมื่อได้ฟังคำพูดของทนายความ สีหน้าของพ่อเลี้ยงอรุณถอดสีลงด้วยความตกใจ“นี่คุณทนายกำลังจะบอกผมว่า เกษมเสียชีวิตแล้วอย่างนั้นหรอครับ?”“ยังครับ ยังไม่แน่ใจว่าพ่อเลี้ยงเกษมปลอดภัยดีไหม เพราะว่าตอนนี้พ่อเลี้ยงเกษมได้หายตัวไป”“แล้วเรื่องไปถึงไหนแล้วครับ ตามจับตัวคนร้ายได้รึยัง?”เจ้าของปางไม้ถามไถ่อย่างร้อนใจ เพราะนึกถึงครั้งที่เพื่อนสนิทเคยโทรศัพท์มาเล่าเรื่องราวความวุ่นวายและขอความช่วยเหลือกับตัวเขาเอาไว้“ตอนนี้ทางตำรวจกำลังเร่งช่วยกันตามหาพ่อเลี้ยงเกษมและตามสืบว่าใครเป็นคนร้ายอยู่ครับ เสร็จธุระของผมแล้ว ผมขอตัวก่อนนะครับพ่อเลี้ยง”“สวัสดีครับ คุณทนาย”“สวัสดีครับพ่อเลี้ยง”เมื่อทนายความทำธุระสำคัญของตัวเองเสร็จ จึงบอกลาเจ้าของปางไม้ คล้อยหลังที่ล่ำลาและส่งทนายความกลับไป พ่อเลี้ยงอรุณจึงแกะซองสีน้ำตาลซองเล็ก ซึ่งมันเป็นจดหมายของเพื่อนสนิทที่ตั้งใจจะส่งให้ถือของเขาอย่างตั้งใจ********************ข้อความในจดหมาย*****************ถึงอรุณเพื่อนรักถ้าจดหมายฉบับนี้ถึงมือเพื่อน นั่นแสดงว่าเราได้หายสาบสูญหรือไม่อย่างนั้นเราก็อาจจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว เพื่อนคงจะจำเรื่องที่เราเคยขอความช่วยเหลือได้ซึ่งตอนนี้มันคงถึงเวลาแล้วที่เราต้องรบกวน เราขอฝากลูกชายทั้งคนกับเพื่อนด้วยนะ ส่วนเรื่องพินัยกรรมเพื่อนช่วยจัดการทุกอย่างให้เราเลย และขอให้จัดการตามคำขอครั้งสุดท้ายของเราให้ได้นะ เพราะนั้นคือทางเดียวที่เราจะรักษา” ไร่ไออุ่นรัก” ไว้ได้ และเราก็มั่นใจว่าหลานอาทิตย์ช่วยได้ เราขอบใจเพื่อนมากนะขอบคุณมากเพื่อนรัก พ่อเลี้ยงเกษมหลังจากที่ทนายความของไร่ไออุ่นรักกลับไป พ่อเลี้ยงอรุณจึงตามตัวลูกชายคนโตของตัวเองเข้ามาพบที่ห้องทำงานก๊อก ก๊อก ก๊อก สิ้นเสียงเคาะ ประตูก็ถูกเปิดออกกว้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่ง อาทิตย์เดินเข้ามาหยุดยืนที่โต๊ะทำงานของผู้เป็นพ่อ“พ่อเรียกผมมาพบ มีอะไรรึเปล่าครับ?”“นั่งลงก่อนสิ”ร่างสูงค่อยๆ เลื่อนเก้าอี้ออก แล้วหย่อนกายลงนั่ง ทุกท่วงท่านั้นช่างสง่างามน่ามองดั่งราชสีห์ ที่ค่อยๆ เยื้องย่างกาย“พ่อมีเรื่องอยากจะขอให้แกช่วย”“เรื่องอะไรหรอครับ?”อาทิตย์เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มสายตาคมโฟกัสที่ใบหน้าของผู้เป็นพ่ออย่างแน่วแน่“แกช่วยไปไร่ไออุ่นรักเป็นเพื่อนพ่อหน่อย”คิ้วเข้มย่นชนกัน เมื่อได้ยินคำพูดของบิดา เรื่องที่ขอให้ตัวเขาไปไร่ไออุ่นรักเป็นเพื่อน ซึ่งตัวของอาทิตย์ก็พอจะรู้ว่านั้นคือไร่ของเพื่อนสนิทของผู้เป็นพ่อ แต่เขาก็ไม่เข้าใจว่าทำไม? ต้องให้เขาไปด้วย เพราะเวลาที่บิดาไปพบปะเพื่อนเก่าๆ ผู้เป็นพ่อไม่เคยให้เขาไปด้วยเลยสักครั้ง“พ่อให้ผมไปด้วยทำไมครับ? ปกติเวลาที่พ่อไปหาเพื่อนเก่าๆ พ่อไม่เคยให้ผมไปด้วยเลย”“ที่นั่นเขากำลังเดือดร้อน พ่อเลี้ยงเกษมเพื่อนรักของพ่อหายตัวไปอย่างไว้ร่องรอย พ่อจึงอยากที่แกไปช่วย”ถึงแม้ผู้เป็นพ่อจะเล่าเรื่องราวให้ฟังไปบ้าง แต่คิ้วเข้มก็ยังไม่คลายปมออกจากกัน กลับย่นมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ“พ่อเล่ามาถึงตรงนี้ ผมก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าผมต้องไปช่วยอะไร”“เกษมขอร้อง ให้พ่อช่วยพูดกับอาทิตย์ ให้ช่วยไปดูแลไร่ไออุ่นรักและช่วยดูแลลูกของเขาด้วย”พ่อเลี้ยงอรุณพูดด้วยเสียงแน่นหนัก ฟังดูน่าเกรงขาม ถ้าเป็นคนอื่นได้ฟังคงหนาวๆ ร้อนๆ เป็นแน่“เท่าที่ผมได้ยินมา พ่อเลี้ยงเกษมมีลูกชายไม่ใช่หรอครับ? แล้วเป็นฝาแฝดด้วย ทำไมต้องให้ผมไปช่วยดูแลไร่ให้ล่ะครับ?”พ่อเลี้ยงอรุณถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนที่จะพูด เรื่องราวทั้งหมดให้ลูกชายคนโตฟัง“เจ้าทิตย์ฟังพ่อนะ ตอนนี้ไร่ไออุ่นรักกำลังมีปัญหากับผู้มีอิทธิพล เจ้าสองอุ่นไม่มีปัญญารับมือหรอก พ่อเลี้ยงเกษมคงคิดดีแล้ว ถึงมาเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากเรา"“มีลูกชายตั้งสองคน แต่ไม่มีปัญญาดูแลไร่ได้ ก็ปล่อยให้รังแกไปเถอะครับ ถ้าจะอ่อนแอขนาดนี้”ร่างสูงพูดออกมาด้วยถ้อยคำดูแคลนบุคคลที่กำลังกล่าวถึง เป็นเพราะเขาไม่ชอบคนอ่อนแอ ที่คอยแต่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น โดยที่ตัวเองไม่คิดจะสู้ แล้วยิ่งเป็นผู้ชายตั้งสองคน อาทิตย์ยิ่งดูแคลนมากขึ้น“เฮ้อ! แกดูเองล่ะกันว่าตัวแค่เนี่ย จะสู้ใครเขาได้”พ่อเลี้ยงเลื่อนซองน้ำตาลมาตรงหน้าของลูกชาย ร่างสูงหยิบซองสีน้ำตาลขึ้น แล้วดึงสิ่งอยู่ด้านในออกมาดูนั่นคือรูปถ่ายของทั้งสองแฝดที่ถ่ายคู่กัน อาทิตย์มองรูปในมืออย่างพิจารณา คาดคะเนขนาดตัวจริงผ่านรูปถ่ายความสูงคงไม่น่าจะถึงร้อยเจ็ดสิบ แขนขาเรียวเล็ก เอวบางคอด ดวงตากลมโตดำขลับวาววับ คิ้วโค้งราวกับพระจันทร์เสี้ยว จมูกเป็นสันขึ้นนิดๆ รับกับปากบางเป็นกระจับ เครื่องเคราบนใบหน้าของสองแฝด ดึงดูดสายตา ของร่างสูงให้หยุดนิ่งมองไปชั่วขณะหนึ่งในความรู้สึกของอาทิตย์ถ้ามองเพียงผิวเผินสองแฝดนี้แทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย แต่ถ้าลองมองดูดีๆ จะเห็นความแตกต่างได้อย่างง่ายดาย นั่นคือรอยยิ้ม แม้ว่าในรูปนี้เจ้าแฝดจะยิ้มทั้งสองคน แต่ร่างสูงกลับรู้สึกว่ารอยยิ้มของอีกคนนั้นมันสดใสมองแล้วรู้สึกสบายตาสบายใจ แต่อีกคนภายใต้รอยยิ้มนั้นเหมือนมีอะไรซ่อนอยู่ ซึ่งตัวของอาทิตย์คิดว่ามันเป็นสิ่งที่น่าค้นหาไม่น้อยเลย“นี่คือผู้ชายจริงๆ หรอครับ?”ร่างสูงวางรูปถ่ายลงบนโต๊ะ แล้วถามผู้เป็นพ่ออย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น“ใช่สิวะ พ่อถึงบอกแกว่าตัวแค่เนี่ย จะไปสู้รบปรบมือกับใครไหว”“ถ้าผมไปช่วยงานที่ไร่ไออุ่นรัก แล้วงานที่ปางล่ะครับ ใครจะช่วยพ่อ”ถึงแม้ว่าอาทิตย์จะโอนอ่อนเรื่องที่จะไปช่วยตามคำขอของเพื่อนสนิทผู้เป็นพ่อ แต่ร่างสูงก็อดที่จะเป็นห่วงงานที่ปางไม้ไม่ได้“ไม่ต้องเป็นห่วงหรอก ที่นี่ยังมีพ่อกับเจ้าชลอยู่”“แล้วผมต้องเดินทางเมื่อไหร่ครับ?”“ไปให้เร็วที่สุด เพราะทางนั้นกำลังอ่อนแอ ไม่รู้ว่าจะโดนพวกนั้นเล่นงานอีกเมื่อไหร่ แกไปเคลียร์งานแล้วเตรียมตัวให้พร้อม แกพร้อมเมื่อไหร่เราจะออกเดินทางกันในทันที”คำพูดของพ่อเลี้ยงอรุณ ทำให้ร่างสูงพอที่จะรับรู้ได้ถึงความร้อนใจเพราะเป็นห่วงเป็นใยทางนั้น“แกรับปากว่าจะช่วยพ่อแล้วนะ ต้องช่วยทุกอย่างห้ามกลับคำเป็นอันขาด”“หมายความว่ายังไงครับ? อธิบายให้ผมฟังที”สายตาคมจ้องหน้าผู้เป็นพ่อเขม็ง ในใจลุ้นรอฟังคำตอบของบิดาอย่างใจจดจ่อ“ถึงเวลาแกก็รู้เอง ไปเตรียมตัวได้แล้ว ตามเจ้าชลมาหาพ่อด้วยนะ”อาทิตย์จำใจเดินออกมาจากห้องทำงานของผู้เป็นพ่อ หอบเอาความข้องใจกลับมาด้วยเพราะผู้เป็นพ่อไม่ยอมเฉลย บอกเพียงแค่ให้เขารอให้ถึงเวลา
สนุกดีคะ
31/03
0ดีมาก
23/03
0สนุกแล้วก็เพลินมากค่ะแนะนำให้อ่านลองดู
29/01
0Tingnan Lahat