สายลมเย็นพัดผ่านกระทบกับผิวกายของหญิงสาวที่มีรูปร่างสูงโปร่ง ผิวกายดุจดั่งสำลี หน้าตาอันไร้ที่ติใด ๆ อย่างกับพระเจ้าสร้างมากับมือ เธอมีนามว่า 'อนิละ' หรือชื่อเล่นที่พ่อแม่และพี่น้องภายในครอบครัวเรียกกันว่า 'วายุ' ซึ่งแปลว่า 'ลม' ลูกสาวคนโตในตระกูล 'กิตติภัทรา' มียศศักดิ์เป็นถึงหม่อมราชวงศ์ เธอมีอายุยี่สิบแปดปีบริบูรณ์ เป็นนักการทูตประจำประเทศฝรั่งเศสวายุเดินเล่นรับลมเย็นในเที่ยงวันเพื่อให้ตัวเองได้ผ่อนคลายในวันหยุดสัปดาห์หลังจากเธอนั้นได้ทำงานมาเป็นเวลาหลายวันโดยมิได้หยุดหย่อน พลันคะนึงถึงบ้านเกิดเมืองนอนที่ถ้าเธอได้มาเดินเล่นในเพลานี้ก็คงจะโดนแดดอันร้อนแรงที่พร้อมจะแผดเผาผิวหนังขาวเนียนของเธอเป็นแน่เหม่อมองบนท้องนภาแสนกว้างขวางก็เห็นแต่เพียงกลีบเมฆลอยเหนือหัวไปมา เธอได้แต่มองปุยเมฆพลางคิดว่าถ้าตนได้เกิดเป็นเจ้าก้อนสีขาวที่วัน ๆ เอาแต่ลอยไปลอยมานั้นเสียคงดีกว่าการที่ต้องมาเจอเรื่องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวันของการทำงานแรงสะกิดที่ไหล่พลันทำให้คนที่เหม่อลอยอยู่สะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะหันไปสบตากับคนที่ได้ทำการเรียกสติของเธอนั้นกลับมา หญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอแต่หล่อนตัวเล็กกว่าเธอหลายเท่ากำลังยื่นแก้วน้ำสีใสให้กับเธอหลังจากที่หล่อนบอกกับเธอว่าจักไปซื้อน้ำมาให้'จันทร์เจ้า' หญิงสาวที่เป็นเพื่อนสนิทของวายุที่รู้จักกันมาตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยจวบจนกระทั่งได้มาทำงานร่วมกัน หล่อนเป็นลูกของพ่อค้าวาณิชย์ที่นำส่งสินค้าจากในประเทศส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ที่ได้ร่วมทำกิจการร่วมกัน"ขอบคุณ"กล่าวเพียงเท่านั้นก่อนจะหยิบแก้วน้ำสีใสในมือของเพื่อนสาวมาดื่มดับกระหายวายุเพิ่งรู้ว่าตัวเองกระหายน้ำมากเพียงใดเมื่อเห็นว่าตนนั้นดื่มน้ำเสียเกือบหมดแก้วในคราเดียว"คิดสิ่งใดอยู่ถึงได้ชวนฉันออกมาเดินเล่นเช่นนี้ มิได้ทำงานหรอกหรือ"คนที่เหม่อมองท้องนภาอยู่ได้หันมาสบตากับสาวร่างเล็กที่อยู่ข้างหายก่อนจะเอื้อนเอ่ยตอบคำถามเจ้าตัวออกไป"จักให้อุดอู้อยู่แต่ในห้องพลันจะทำให้มีแต่อารมณ์เสียเอาเสียเปล่า การออกมาเดินเล่นในครานี้ก็ถือว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศให้สมองได้ผ่อนคลายลงเสียบ้าง"คนฟังได้แต่พยักหน้าเบา ๆ ตอบพลางดื่มน้ำในแก้วสีใสที่ถืออยู่ในมือหล่อนถูกเพื่อนสนิทชิดเชื้อมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยลากออกมาแต่เช้าตรู่เพื่อมาเดินเล่นที่สวนสาธารณะแห่งนี้ ถึงแม้ว่าอยากจะปฏิเสธมากเพียงใดแต่เจ้าตัวดันมาถึงบ้านพักของตนแล้วก็ได้แต่เออออยอมออกมาเดินเล่นเป็นเพื่อนกัน ขืนหล่อนเอ่ยปฏิเสธไปตัววายุได้ทำหน้าหงอยเหมือนหมาโดนทิ้งเสียแน่"เราไปหาที่ร่มได้นั่งพักพิงผ่อนกายสบายใจเสียดีกว่าหรือไม่ เพราะในเพลานี้แดดเริ่มส่องมายังพวกเราแล้ว"วายุเอ่ยพลางยกมือขึ้นบังแสงแดดที่ส่องเข้ากระทบกับใบหน้าของตนจนทำให้ต้องหรี่ตาลงตามสัญชาตญาณ"ก็ดีนะ ถ้าอย่างนั้นไปนั่งตรงนู้นกันดีกว่า ฉันคิดว่ามันน่าจะช่วยบดบังแสงตะวันในเพลานี้ได้"จันทร์เจ้าเอ่ยพลางชี้ไปที่ร่มไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากตรงที่พวกหล่อนยืนอยู่วายุหันไปตามนิ้วของร่างเล็กของกายก็พบกับร่มไม้ใหญ่ซึ่งเธอคิดว่ามันช่างเหมาะกับการนั่งพักพิงเหลือเกินไม่รอช้าหญิงร่างสูงโปร่งรีบจ้ำเท้าเดินเข้าไปหลบแสงแดดตอนเที่ยงวันใต้ร่มต้นไม้ใหญ่ซึ่งมีเพื่อนสนิทอย่างจันทร์เจ้าเดินตามหลังไปไม่ติดก่อนที่ทั้งคู่จะหย่อนก้นลงบนพื้นหญ้าสีเขียวขจีและจัดท่าให้ตนได้นั่งสบายที่สุดไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ยใด ๆ ออกจากปากของคนทั้งสองเพราะมัวแต่ดื่มด่ำอยู่กับบรรยากาศที่เย็นสบายผ่อนคลายยามสายลมพัดผ่านกายเหมือนสายลมนั้นได้นำพาความเหนื่อยล้าจากการทำงานให้หายไปและพัดพาความสุขเข้ามาแทนที่แต่กลับมิได้พัดพาความเหงาภายในจิตใจของวายุให้จางหายไปเลยสักนิดไม่รู้ว่านานเท่าใดแล้วที่ได้ครองตนเป็นโสดไม่มีผู้ใดยืนเคียงข้างเช่นนี้ก็คงจะสามถึงสี่ปีเห็นจะได้กระมัง"หิวหรือยัง"จันทร์เจ้าเอ่ยถามเพื่อสนิทที่นั่งเหม่อมองท้องนภาอยู่ข้าง ๆ ตนและได้แต่คิดว่าบนท้องนภานั้นมีสิ่งใดให้น่ามองนอกเสียจากปุยเมฆสีขาวที่ลอยไปลอยมาชวนให้คนมองน่าเบื่อแต่ถึงอย่างไรเพื่อนร่างสูงของตนก็มองมันอย่างมิรู้เบื่อ"หิวแล้วหรือ""นี่ก็เป็นเพลาเที่ยงวันแล้ว ก็จักต้องหิวกันเป็นเรื่องธรรมดา เธอเองมิหิวบ้างหรือ""ถ้าเช่นนั้นเราควรจักไปหาอะไรกินรองท้องเสียกันดีกว่า"จันทร์เจ้าพยักหน้าเบา ๆ เห็นดีเห็นงามที่ว่าพวกหล่อนนั้นควรจะไปหาอะไรกินรองท้องพอประทังให้จนถึงตอนเย็นทั้งสองเดินมาหยุดอยู่ที่หน้าร้านอาหารฝรั่งเศสแห่งหนึ่งก่อนจะหันมองหน้ากันเล็กน้อยเป็นการถามว่าจักกินอาหารที่นี่ดีหรือไม่เมื่อได้ข้อสรุปว่าจักกินอาหารกันที่นี่ก็ก้าวเท้าเดินไปผลักประตูกระจกที่ถูกตกแต่งสวยงามตามสไตล์ของเจ้าของร้าน ครั้นเดินเข้ามาภายในร้านเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็สอดส่องมองหน้าโต๊ะว่างที่ต้องการจะนั่ง"นั่งตรงนั้นดีหรือไม่"วายุเอ่ยถามพลางชี้นิ้วไปที่โต๊ะว่างด้านในสุดของร้านซึ่งเป็นมุมที่เธอคิดว่าไม่มีอะไรสามารถมารบกวนการรับประทานอาหารในครั้งนี้สองสาวเดินไปยังโต๊ะว่างด้านในสุดของร้านหลังจากที่ตกลงกันได้แล้วว่าจะนั่งโต๊ะตรงนั้นในการรับประทานอาหารในครานี้บริกรชายเดินนำเมนูอาหารมาให้ทั้งสองคนได้เลือกสรรและยืนคอยจดรายการอาหารที่คนทั้งสองต้องการจะทาน เมื่อเลือกได้แล้วว่าจักทานอะไรเป็นมื้อเที่ยงก็เงยหน้าจากเมนูและหันไปสั่งกับบริกรชายที่ยืนอยู่หลายนาทีกว่าคนทั้งสองกว่าจะเลือกสั่งอาหารได้วายุนั่งสำรวจภายในร้านอาหารพลางรอให้บริกรทำอาหารมาเสิร์ฟพร้อมกับพูดคุยสัพเพเหระกับเพื่อนสนิทของเธอเวลาผ่านไปไม่นานลูกค้าก็เริ่มที่จะเดินทยอยเข้ามาในร้านอาหารแห่งนี้มากขึ้นแต่สายตาดันไปสะดุดกับหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินเข้ามาในร้านเหมือนกับลูกค้าปกติทั่วไปแต่มันมิใช่สำหรับวายุเธอมองหญิงสาวผู้นั้นมิวางตา หญิงสาวที่มีรูปร่างบอบบางน่าทะนุถนอม หน้าตาที่สวยไร้ที่ติ ปากนิดจมูกหน่อยพอได้จ้องมองแล้วเป็นอันต้องหลงตกอยู่ในภวังค์ความรู้สึกเต้นเร็วรัวอยู่ที่อกราวกับว่ากำลังวิ่งอยู่เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างดีว่าเธอกำลังตกหลุมรักที่ตัวของหญิงสาวผู้นั้นได้ขุดไว้รอให้ใครคนใดคนหนึ่งตกหลุมพรางนั้นซึ่งก็เป็นตัวของวายุคนนี้เองนั่นแลที่ดันตกหลุมพรางที่หล่อนขุดไว้ตั้งแต่แรกพบ"มองอะไรอยู่รึ"เมื่อเห็นว่าเพื่อนสนิทของตนมองไปที่สิ่งใดก็ไม่ทราบอย่างไม่วางตาจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาในหัวก่อนจะหันไปตามสายตาที่เพื่อนของตนได้มองก็พบกับหญิงสาวรูปงามที่กำลังนั่งเลือกสั่งอาหารที่จะทานในมื้อนี้ก็อดยกยิ้มเสียมิได้เพราะนี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่หล่อนได้เห็นว่าวายุเกิดอาการตกหลุมรักใครสักคนตั้งแต่ที่ตนเป็นเพื่อนกับเธอมาถึงจะพอรู้มาบ้างว่าตัวของวายุเองก็เคยมีความรักอย่างวัยรุ่นทั่วไปแต่การได้มองเห็นกับตาตัวเองแบบนี้ก็ถือได้ว่าเป็นเรื่องแปลกพอสมควรครานี้เจ้าวายุครั้นจะมีความรักเสียอย่างนั้นหรือโปรดติดตามตอนต่อไป
สนุกมากๆๆๆ
15d
0อ่านสนุก
29d
0ยิ่งอ่านยิ่งดีเลยครับ
31/05
0ดูทั้งหมด