ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูสองทีดังขึ้นทำให้คนที่กำลังมีสมาธิจดจ่ออยู่กับการอ่านเอกสารงานอยู่นั้นสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจักเอื้อนเอ่ยเชื้อเชิญให้บุคคลที่เคาะประตูนั้นได้เข้ามา เสียง แกร๊ก ของกลอนประตูดังขึ้นเมื่อมีคนประตูเข้ามาร่างสาวใบหน้าที่คุ้นเคยเดินเข้ามาภายในห้องทำงานของวายุโดยที่ไม่ลืมที่จะปิดประตูให้ดังเดิมก่อนจะเดินเข้ามาหย่อนก้นสวยลงที่โซฟาหนังที่ไว้ใช้รับแขก"มีเหตุอันใดรึถึงมาหาฉันถึงที่ห้อง"เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังขึ้นให้คนที่กำลังทำงานอยู่ได้ยินจนต้องหันกลับไปมองคนที่พ่นลมหายใจออกมาจากปากเมื่อครู่"จดหมายของเธอ"จันทร์เจ้ากล่าวเดินนำจดหมายหลายฉบับที่ติดมือมาด้วยไปวางไว้บนโต๊ะของวายุ"ขอบคุณ"มือเรียวหยิบจดหมายขึ้นมาดูจ่าหน้าซองว่าจดหมายฉบับนี้นั้นถูกส่งมาจากใครรอยยิ้มกระตุกขึ้นบนใบหน้าสวยเมื่อเห็นว่าใครเป็นคนส่งจดหมายฉบับนี้มา ไม่รอให้เสียเพลาไปมากกว่านี้ มือเรียวเปิดซองจดหมายออกมาก็พบกับแผ่นกระดาษที่ถูกเพียบไว้อย่างดี วายุหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาก่อนจักตั้งใจอ่านข้อความในจดหมายนั้นถึง พี่วายุพี่วายุสบายดีหรือไม่ ส่วนฉันนั้นสบายดี ฉันคิดถึงพี่เอาเสียมาก ๆ เลย ในบ้านที่ไม่มีพี่นั่นช่างเงียบเหงา ครั้นจักพูดคุยกับพี่ศศิก็ถูกเมินเสียอย่างนั้นแต่ถึงกระนั้นฉันก็ไม่น้อยใจพี่เขาหรอกเพราะฉันรู้ว่าหน้าที่ของหมอนั้นยุ่งเพียงใด พี่เองก็คงจักยุ่งเฉกเช่นเดียวกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นพี่ก็อย่าลืมที่จักดูแลตัวเองด้วย ฉันรอให้พี่กลับมาอยู่นะ พ่อกับแม่บ่นคิดถึงพี่ให้ฉันฟังเสียทุกวี่ทุกวันจนฉันรู้สึกรำคาญจนอยากจักไปรับพี่จากประเทศฝรั่งเศสกลับมายังประเทศสยามเสียให้รู้แล้วรู้รอดแต่มีแค่พี่ศศินั่นแลที่ปากแข็งเพลาถามว่าคิดถึงพี่วายุหรือไม่ก็จักบ่ายเบี่ยงมิตอบเสียทุกครา ถึงกระนั้นพี่เองก็อย่าน้อยอกน้อยใจไปเสียเลยเพราะพี่ศศิน่ะคอยเป็นคนสั่งให้คนไปทำความสะอาดห้องพี่อยู่ทุกวัน พี่รีบกลับมานะเพราะฉันคิดถึงพี่แทบใจจะขาดปล.ฉันรอคอยให้พี่พาไปเที่ยวอยู่นะปล.2 อย่าลืมของฝากฉันล่ะจาก เมฆาวายุระบายยิ้มกว้างออกมาหลังจากได้อ่านจดหมายของ เมฆา ผู้เป็น 'น้องเล็กสุดของบ้าน' เขามักจักเขียนจดหมายส่งมาหาเธอทุก ๆ สัปดาห์ราวกับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว"จากเมฆมันรึ"พยักหน้าตอบไปเพียงเล็กน้อยก่อนมือจักไล่เปิดซองจดหมายแต่ละซองอ่านแต่สายตาเจ้ากรรมก็พลันไปเห็นจดหมายฉบับหนึ่งที่ได้อ่านแค่จ่าหน้าซองก็แทบจะกลั้นยิ้มไม่อยู่หม่อมเจ้าหญิงทิวา วัฒนโกศลครั้นได้อ่านชื่อผู้ส่งแล้ววายุก็รีบเปิดซองจดหมายนั้นทันที ในระหว่างมือเรียวที่กำลังเปิดซองจดหมายนั้นหัวใจก็พลันเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมาถึง หม่อมราชวงศ์อนิละตอนนี้ตัวของฉันได้อยู่ในอ้อมอกของท่านพ่อท่านแม่เรียบร้อยแล้ว พอฉันได้ถึงบ้านแล้วก็รีบเขียนจดหมายหาคุณทันทีแต่กว่าจดหมายฉบับนี้จะถูกส่งถึงคุณคงจักผ่านไปหลายวันเสียแล้ว คุณคงจักสบายดีนะคะ ฉันหวังว่าเราจักได้เจอกันอีกครา ในระยะเวลาที่เราได้เจอกันนั้นทำให้ฉันมีความสุขเหลือเกิน ฉันอยากจะขอบคุณคุณที่ทำให้การไปเที่ยวไกลบ้านเกิดเมืองนี้นั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและความรู้สึกดี ๆ ฉันจะจำช่วงเวลานั้นมิลืมเลือน ชีวิตของฉันต่อจากนี้จักต้องกลับมาเป็นเฉกเช่นเดิม ถ้าจักให้บอกว่าฉันไม่รู้สึกกังวลใจเลยก็เหมือนเป็นการว่าฉันนั้นโกหกคุณแต่ไม่ว่าอย่างไรฉันจักต้องผ่านมันไปเสียให้ได้เหมือนทุกวัน หวังว่าคุณจักเป็นกำลังใจให้ฉันนะคุณวายุปล.ฉันอยากไปเที่ยวกับคุณอีกหนปล.2 ฉันคิดถึงคุณจาก ทิวายิ้มที่หุบไม่อยู่นั้นเป็นตัวบ่งบอกอย่างดีว่าคนที่ได้อ่านจดหมายมีความสุขมากเพียงใดแต่ถึงกระไรก็ไม่เท่ากับการได้เจออีกคนตัวเป็น ๆ แค่เพียงหล่อนเดินทางกลับประเทศบ้านเกิดเมืองนอนไปได้เพียงไม่กี่วันเท่านั้นดวงใจอันน้อยนิดของวายุพลันแต่คอยคะนึงหาอยากจักเจอหน้าหญิงอันเป็นที่รักทุกคืนเสียแล้วแถมเวลาที่เหลือของหล่อนที่จักต้องอยู่ที่นี่ต่อก็ดันเป็นสองวันที่วายุเองจักต้องทำงานและงานของเขาก็ช่างยุ่งเสียเหลือเกิน ถึงจักหาเวลาว่างช่วงเย็นพาอีกคนไปเดินเที่ยวร่วมกันได้แต่ก็เป็นเวลาแค่เพียงน้อยนิดรู้สึกไม่คุ้มเอาเสียเลย"ฉันคิดถึงคุณ มันถึงขั้นแล้วหรือ"คนที่นั่งอยู่สะดุ้งเยือกพลันเก็บจดหมายในมือกลับเข้าซองเพราะจู่ ๆ เพื่อนสนิทตัวดีของตนก็ถือวิสาสะเดินอ้อมมาด้านหลังและอ่านจดหมายของตนโดยไม่ได้ขออนุญาตแถมยังเดินมาอย่างไม่ให้สุ้มให้เสียงเสียอีก"มารยาทมีหรือไม่ มาอ่านจดหมายของผู้อื่นโดยมิได้รับอนุญาตได้อย่างไร"จันทร์เจ้าถึงกับกลอกตามองบนอย่างเบื่อหน่าย"ก็ฉันเห็นว่าเธอยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ผู้เดียวแถมฉันเรียกอยู่ตั้งนมนานก็มิยักอยากจักตอบแต่ฉันก็พอเข้าใจอยู่บ้างว่าเธอนั้นกำลังมีความสุขกับการอ่านจดหมายของหญิงอันเป็นที่รัก""อะไรเล่า! แล้วนี่ไม่กลับไปทำงานหรืออย่างไร"จันทร์เจ้าขมวดคิ้วกับความทำงานจนลืมเวลาของเพื่อนสนิท"ได้ดูนาฬิกาบ้างหรือไม่ ตอนนี้เป็นเพลาเที่ยงวันแล้วจักไม่ทานข้าวหรืออย่างไร"คนโดนทักก็ถึงกับเบิกตาโพลงก่อนจะมองหน้าปัดนาฬิกาที่แขวนอยู่ผนังห้องพลันยิ้มแหยะ ๆ ส่งไปให้กับเพื่อนของตนที่ตอนนี้ยืนกอดอกส่ายหน้าให้กับเธออยู่"ถ้าอย่างนั้นก็ไปทานข้าวกันเถิด"พูดเสร็จก็ลุกขึ้นยืนเดินลากเพื่อนตัวเองไปทานข้าวตามเสียงร้องของท้องที่เมื่อรู้ตัวว่าถึงเพลาเที่ยงวันแล้วก็ร้องขึ้นมาเสียดื้อ ๆ"อารมณ์ดีแล้วล่ะซี เมื่อสองสามวันก่อนยังมิเป็นเยี่ยงนี้"วายุไม่ได้ตอบอะไรได้แต่ฉีกยิ้มกว้างให้อีกคนเพียงเท่านั้น ก็อย่างที่จันทร์เจ้าบอกตั้งแต่ท่านหญิงทิวาเดินทางกลับไปยังประเทศสยามแล้วก็พลันทำให้รู้สึกคิดถึงคะนึงหาอยู่ห้วงทุกวินาทีเลยจำเป็นที่จะต้องหางานมาให้ตัวเองทำเผื่อภายในเนื้อสมองจักนึกถึงอีกคนหนึ่งลดลงเสียบ้างซึ่งมันก็ได้ผลแค่ในช่วงเพลาทำงานเท่านั้นแล ยามจักนอนหรือทำอันใดที่มิต้องใช้สมาธิมากมายสมองก็พลันนึกถึงแต่หล่อนอยู่ท่าเดียวเวลาล่วงเลยมาจวบจนทิวากรเริ่มลับขอบฟ้าแล้วผู้คนมากมายก็ต่างกำลังเก็บของและเริ่มทยอยกลับบ้านเสียแล้วแต่ยังคงมีผู้คนบางส่วนที่ยังคงง่วนอยู่กับการทำงานของตนที่ค้างคาไว้อยู่เฉกเช่นเดียวกับวายุที่ตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการเขียนอะไรบางอย่างบนกระดาษด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดราวกับว่าเธอกำลังทำงานที่สำคัญยิ่งชีพอยู่จันทร์เจ้าหรี่ตาลงเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าวายุกำลังทำอะไรอยู่ ในคราแรกที่หล่อนเดินเข้ามานั้นก็เห็นว่าวายุกำลังเคร่งเครียดอยู่กับงานเลยมิอยากจะรบกวนเท่าไหร่เลยเลือกที่จะขยับตัวเข้ามานั่งที่โซฟาที่ใช้รับแขกภายในห้องอย่างเงียบ ๆ และคอยสอดส่องอยู่ตลอดว่าเพื่อนของตนมีอากัปกิริยาอย่างไรบ้างเผื่อว่าหล่อนจะได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือได้ หล่อนนั่งอยู่ที่โซฟาได้สักประมาณสิบนาทีก็เห็นว่าเพื่อนของตนมีสีหน้าที่เคร่งเครียดมากกว่าเดิมเลยเลือกที่จะลุกขึ้นและเดินมาอ้อมข้างหลังของคนที่กำลังทำงานเพื่อจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องงานแต่ก็กลับจำต้องเก็บพับความคิดนั้นลงเมื่อเห็นว่าสิ่งที่เพื่อนของตนทำอยู่นั้นมิใช่เรื่องงานแต่กลับกำลังเขียนจดหมายถึงใครบางคนอยู่ให้ตายเสียสิ แค่เขียนจดหมายใยจึงต้องทำหน้าอย่างกับได้รับงานอันใหญ่หลวงมาทำเสียอย่างนี้โปรดติดตามตอนต่อไป
สนุกมากๆๆๆ
11d
0อ่านสนุก
25d
0ยิ่งอ่านยิ่งดีเลยครับ
28d
0View All