"ตัวฉันมิได้เป็นกระไรหรอก อย่าตื่นตระหนกไปเลยเถิด"ร่างเล็กจับมือที่แนบหน้าผากกับพวงแก้มสลับกันมาไว้ในอุ้งมือของตนเป็นเชิงบอกว่าตัวของเธอนั้นไม่เป็นกระไร หยุดวัดอุณหภูมิร่างกายเธอเสียเถิดแต่การตัดสินใจทำเช่นนั้นถือว่าทิวาได้พลาดอย่างแรงวายุถือวิสาสะสอดผสานนิ้วเรียวเข้าด้วยกันและกระชับให้เนื้อกายได้แนบชิดกันมากกว่าเดิมจนสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและชีพจรที่ทำให้รู้ว่าหัวใจทั้งสองดวงนี้เต้นเป็นจังหวะเดียวกัน"เช่นนั้นเรารีบกลับกันเสียเถิด หม่อมฉันเกรงว่าท่านหญิงจักโดนไข้จับเสีย"การกระทำที่ทำเหมือนไม่มีกระไรเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ตนเองก็หลอกจับมือของอีกคนอยู่นั้นทำให้ทิวาแอบหมั่นไส้อยู่ไม่น้อยแต่ถึงกระนั้นก็มิได้ว่ากล่าวอะไรออกไปเพราะหล่อนก็อยากจะสัมผัสกับอุ้งมืออุ่นนี้เฉกเช่นกันระหว่างการเดินทางกลับที่พักพิงนั้นไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ยอะไรใด ๆ อยากจากปากของคนทั้งสองเลยสักนิดเหมือนกับว่ากลัวความเงียบสงบนี้จักหายไปเลยตัดสินใจให้เสียงหัวใจที่เต้นอยู่ภายในทรวงอกทำหน้าที่ของมันไปการย่างก้าวได้แต่ก้าวของทั้งสองนั้นเชื่องช้าอ้อยอิ่งเพื่อยืดเวลาแห่งความสุขนี้ให้คงอยู่ให้นานที่สุดแต่เหมือนว่าฟ้าดินจะไม่อยากให้เป็นเสียอย่างนั้นเพราะตอนนี้ทั้งสองมาหยุดยืนอยู่หน้าที่พักพิงของทิวาเสียแล้วจำต้องจากกันอีกคราแล้วสินะท่านหญิง"เดินทางโดยสวัสดิภาพนะคุณวายุ""งั้นหม่อมฉันลานะเพคะ หวังว่าเราคงจักได้ไปเที่ยวด้วยกันอีกหน"ทิวาทำได้แค่เพียงส่งยิ้มบาง ๆ ไปให้เสียเท่านั้นและอีกคนก็ส่งยิ้มเช่นเดียวกันมาก่อนจักหมุนตัวเดินจากไปการมองแผ่นหลังของใครสักคนหนึ่งห่างออกไปช้า ๆ นั้นช่างปวดใจเสียเหลือเกินถึงแม้ว่าเขาจักมิได้ไปไหนไกล ประเดี๋ยววันรุ่งขึ้นก็เจอกันแต่มันก็คือสัญลักษณ์ของการจากลาแล้วยิ่งเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขแล้วคงจักไม่มีใครอยากเลิกราเลิกร้างเสียง่าย ๆ เฉกเช่นเธอที่อยากจักยืดเวลาให้นานกว่านี้แต่ก็ทำมิได้เมื่อเห็นว่าอีกคนเดินหายไปจากสายตาแล้วจึงเดินกลับเข้าไปในบ้านเสียที่สุดหวังว่าเราจักเจอกันอีกหนนะวายุ..ก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้นทำให้เจ้าของห้องที่กำลังวุ่นอยู่กับกองเอกสารอยู่จำต้องวางมือและเดินไปเปิดประตูให้แขกที่มาหาเสียมืดค่ำเช่นนี้ให้ตายซี นี่ก็จักหมดยามที่หนึ่งเสียอยู่แล้วมิหลับมินอนหรืออย่างไรมือเล็กบิดลูกบิดประตูเปิดออกก็พบกับเพื่อนตัวดีของเธอส่งยิ้มแหยะ ๆ มาให้ก่อนจะแทรกตัวเข้ามาในห้องโดยที่เจ้าของห้องยังมิทันจักเอ่ยปากอนุญาตจันทร์เจ้ากลอกตามองบนก่อนจะปิดประตูล็อกกลอนดังเดิมเหมือนก่อนหน้านี้และเดินมานั่งที่โซฟาข้าง ๆ กายของแขกที่มาหาโดยมิคำนึงถึงเวลาว่าเธอจะหลับจะนอนไปบ้างแล้ว"มีเหตุอันใดถึงมาหาฉันถึงที่ห้องพัก"คนโดนถามส่ายหน้าพลางหยิบแผ่นกระดาษที่วางเกลื่อนอยู่บนโต๊ะขึ้นมาอ่านอย่างสบายอกสบายใจเหมือนกับว่าเขานั้นอยู่ที่ห้องของตนเอง"แล้วจักมาที่นี่เพราะเหตุใดถ้าจักมิมีธุระสำคัญกระไร""ฉันเพียงแต่ไม่อยากอยู่คนเดียวเพียงเท่านั้นเลยคิดว่าจักมาขอนอนด้วยเสียสักคืน"คนได้ฟังก็ถึงกับกลอกตามองบนอีกสักคราก่อนจักหันกลับมาสนใจงานที่วางอยู่ตรงหน้า"จักว่าไปงานของนักการทูตก็เยอะเสียจริงนะ""ตัวของเธอเองก็เป็นนักการทูตเหตุใดจึงมิมีงานทำ""เอาถามความจริงแล้วฉันก็มีงานที่จักต้องทำแต่ไว้วันหลังก็คงไม่เป็นกระไรหรอกกระมัง"จันทร์เจ้าหรี่ตามองเพื่อนสนิทของตนที่วันนี้เหมือนว่าจักดูอารมณ์ดีผิดปกติ"มีเรื่องกระไรที่ฉันควรจักรู้หรือไม่"วายุยักไหล่ให้เล็กน้อยก่อนจักยันตัวลุกขึ้นนั่งจากเดิมทีนอนแผ่อยู่บนโซฟาตัวยาวหลังจากได้ฟังเรื่องที่เพื่อนสนิทที่มีนามว่าวายุจบลงก็ได้แต่ถอดถอนหายใจยาวเหยียดออกมาราวกับคนเบื่อหน่ายแต่เธอก็เบื่อหน่ายจริงนั่นแหละที่ต้องคอยฟังเพื่อนสาวของตนคอยบ่นเรื่องของหม่อมเจ้าหญิงทิวาให้ฟังเสียทุกคืนตั้งแต่ได้พบหน้าหล่อนแต่ตัวของเธอเองก็แอบขัดใจเล็กน้อยที่วายุนั้นไม่กล้าที่จักบอกความรู้สึกของตนออกไปตรง ๆ ถ้าเป็นเช่นนั้นมันคงจักง่ายกว่าต้องมานั่งคิดไปต่าง ๆ นานา ว่าอีกฝ่ายจักมีใจให้ตนหรือไม่ การกระทำของอีกฝ่ายที่ได้กระทำนั้นเป็นเพราะมีใจให้เฉกเช่นกันหรือกระทำโดยที่มิได้รู้สึกเฉกเช่นนั้นถ้าหากถามไถ่ออกไปว่ารู้สึกเฉกเช่นเดียวกันหรือไม่ก็คงจักจบเรื่องไปเสียแล้ว"ฉันรู้นะว่าเธอกำลังคิดว่าเหตุใดใยฉันจึงมิถามไถ่เจ้าตัวไปเสียตรง ๆ"จันทร์เจ้าตกใจเล็กน้อยที่จู่ ๆ อีกคนก็เอ่ยขึ้นราวกับว่ามีพลังอ่านใจอย่างไรอย่างนั้น"ลองตอบฉันมาเสียซีว่าเหตุใดใยถึงมิถามไถ่ท่านหญิงไปเสียตรง ๆ"เสียงถอดถอนหายใจดังขึ้นก่อนวายุจะล้มลงไปนอนแผ่ที่โซฟาเฉกเช่นคราแรก"ก็ฉันกลัวน่ะซี กลัวว่าถ้าฉันเอื้อนเอ่ยความในใจไปเสียหมดจักทำให้ท่านหญิงถอยห่างออกจากชีวิตฉันน่ะซี""อ๋อ เพราะเหตุผลเพียงเท่านี้เองรึ"คนฟังถึงกับดีดตัวลุกขึ้นมานั่งจ้องหน้าขมวดคิ้วใส่เพื่อนสนิทของตนราวกับว่าเธอพูดอะไรผิดไปอย่างไรอย่างนั้น"เหตุผลเพียงเท่านี้กระไร เธอมิรู้รึว่าถ้าเกิดท่านหญิงถอยห่างออกจากชีวิตของฉันแล้วฉันจักทำอย่างไร ฉันจักใช้ชีวิตต่ออย่างไรเมื่อไม่มีเธอ"จันทร์เจ้าได้แต่ส่ายหน้าให้กับอาการหลงรักท่านหญิงของวายุอย่างหัวปักหัวปำจนโงหัวมิขึ้นก่อนจักเลือกไม่ต่อบทสนทนาใด ๆ ต่อแล้วหันกลับมาสนใจงานของตนเองอย่างจริงจังวายุเมื่อเห็นว่าเพื่อนของตนนั้นไม่สนใจกันแล้วจึงทำได้แต่เบ้ปากเป็นเชิงน้อยอกน้อยใจเหมือนกับเด็กไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่อย่างไรอย่างนั้นก่อนจักอ่านตัวหนังสือในแผ่นกระดาษที่ตนนั้นหยิบมาจากกองเอกสารที่วางไว้มากมายบนโต๊ะพลางนึกถึงใบหน้าแสนสวยของเธอผู้เป็นดั่งดวงใจไปด้วยตัวอนิละผู้นี้จักต้องทำเช่นไรถึงจักหยุดคะนึกถึงใบหน้าที่แสนสวยราวเทพธิดานางฟ้านางสวรรค์ของท่านหญิงได้"ยิ้มกระไรคนเดียว เสียสติไปเสียแล้วรึ"รอยยิ้มที่เผยให้เห็นอย่างมิรู้ตัวของวายุหุบลงทันทีเมื่อโดนทัก เขามิรู้เลยว่าเผลอไผลเผยรอยยิ้มเมื่อใด รู้อีกทีก็ตอนที่จันทร์เจ้านั้นทักเสียนั่นแล"ทำงานไปเสียเถิด มัวแต่จับผิดฉันอยู่นั่นแล ประเดี๋ยวงานก็ไม่เสร็จเอาเสียหรอก""ฉันก็มิได้อยากจักมองเธอเสียสักเท่าไรหรอกนะแต่ฉันน่ะต้องการแผ่นกระดาษในมือของเธอต่างหาก ส่งมันมาให้ฉันประเดี๋ยวนี้"วายุเบะปากเล็กน้อยก่อนจะส่งแผ่นกระดาษในมือให้กับจันทร์เจ้าและนอนกอดอกอย่างกับเด็กขี้งอนไม่มีผิดแต่ถึงอย่างนั้นจันทร์เจ้าก็เลือกที่จะไม่สนใจอยู่ดีฉันปวดหัวกับเธอมากกว่างานตรงหน้าฉันเสียอีกนะวายุรอยยิ้มบาง ๆ เกิดขึ้นบนใบหน้าของวายุอีกคราเมื่อนึกถึงใบหน้าที่แสนสวยของท่านหญิงนั้นยิ่งพอนึกถึงเรื่องของวันนี้ที่ทั้งเธอและหล่อนได้ไปเดินเล่นกันสองต่อสองแล้วก็พลันทำให้มีความสุขจนแทบจักเก็บมันมิอยู่หม่อมฉันเหนื่อยเสียจังท่านหญิง เหนื่อยที่จักต้องนั่งยิ้มนอนยิ้มอยู่ผู้เดียวยามนึกถึงใบหน้าน่ารักของท่านหญิงโปรดติดตามตอนต่อไป
สนุกมากๆๆๆ
11d
0อ่านสนุก
25d
0ยิ่งอ่านยิ่งดีเลยครับ
28d
0View All