logo text
Add to Library
logo
logo-text

Download this book within the app

บทที่ ๕

รอยยิ้มระบายออกมาบนหน้าเล็กน้อยเมื่อได้เห็นคนที่เพิ่งนึกถึงเมื่อครู่ยืนอยู่ตรงหน้าตัวเป็น ๆ ก็พลันให้หัวใจเพิ่มอัตราการสูบฉีดเลือดขึ้นทำให้รู้สึกร้อนวูบวาบไปทั่วทั้งตัว
"คุณวายุมีเหตุอันใดหรือจึงมาหาฉันถึงที่นี่"
จักให้พูดออกไปได้อย่างไรว่าคิดถึงท่านหญิงจนเมื่อคืนแทบจักข่มตาลงนอนเสียมิได้จนต้องมาหาเฉกเช่นนี้
"คือหม่อมฉันจักกำลังไปเดินกินลมชมวิวแถว ๆ นี้เลยกะว่าจักมาชวนท่านหญิงไปด้วยกันถ้าหากว่าท่านหญิงมิติดกิจธุระอันใดแต่ดูเหมือนว่าท่านหญิงจักมีที่ที่จักไปอยู่เสียแล้ว"
"ฉันมิมีที่ใดจักไปเป็นพิเศษหรอก เพียงจักไปซื้อของที่ร้านค้าแถว ๆ นี้เพียงเท่านั้น ถ้าคุณวายุตั้งใจจักมาชวนฉันไปเดินเล่นแล้วฉันก็จักมิปฏิเสธให้คุณเสียน้ำใจ"
ยิ้มหวานเปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้าสวยของวายุครั้นได้ยินคำตอบตกลงของท่านหญิงที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกเจอ
"ถ้าอย่างนั้นรอฉันสักประเดี๋ยว ฉันขอเขียนกระดาษบอกไว้ให้ผู้ติดตามฉันก่อนว่าฉันจักออกไปเดินเล่นกับคุณ"
วายุพยักหน้าเล็กน้อยก่อนจะเห็นท่านหญิงหายเข้าไปในบ้านได้ไม่นานก็กลับออกมาโดยที่ไม่ลืมปิดประตูล็อกกลอนจากด้านนอกและนำกุญแจใส่ในกระเป๋า
"ที่ที่คุณจะชวนฉันไปนั้นอยู่ที่ใดรึ"
"ไว้ไปถึงที่หมายแล้วท่านหญิงก็จักรู้เองเพคะ ได้โปรดไว้ใจให้วายุคนนี้เป็นคนคอยนำเที่ยวและดูแลเถิดเพคะ"
"ถ้าอย่างนั้นก็ขอให้หม่อมราชวงศ์อนิละไม่ทำลายความไว้วางใจของฉันเถิด"
ทั้งสองฉีกยิ้มให้กันก่อนจักพากันเดินไปตามเส้นทางพร้อมกับพูดคุยเรื่องสัพเพเหระไปด้วย
สายลมเย็นพัดผ่านมากระทบร่างของคนสองคนอยู่เป็นระยะเมื่อมาถึงที่หมายที่วายุนั้นตั้งใจจักมา วายุหย่อนก้นลงบนพื้นหญ้าเขียวขจีที่อยู่ต้นร่มไม้ใหญ่พลางแหงนหน้ามองท้องนภาที่บัดนี้มีทั้งก้อนปุยเมฆที่ลอยไปลอยมาและนกที่กำลังบินเล่นอยู่บนนั้นพลันทำให้คนข้างกายหย่อนก้นลงตามและแหงนหน้ามองท้องนภาเฉกเช่นเดียวกันกับอีกคน
"ที่ที่คุณพามาเป็นที่แห่งนี้กันหรือ"
"เพคะ หม่อมฉันชอบมานั่งชมนกชมไม้อยู่บริเวณนี้เป็นประจำเลยคิดว่าท่านหญิงคงจักชอบเช่นกัน"
ไม่มีเสียงเอื้อนเอ่ยใด ๆ ออกมาจากปากของคนทั้งสองทำให้ความเงียบเข้าปกคลุมไปทั่วบริเวณ
อาการหนาวเริ่มเข้ามาเยือนเพราะการนั่งตากลมเย็นนานเกินไปทำให้ทิวายกมือขึ้นมาลูบแขนของตนปรอย ๆ ก่อนจะรู้สึกถึงความอบอุ่นที่อีกคนได้ถอดเสื้อคลุมของตนออกมาคลุมให้กับเธอเพื่อให้ร่างกายอบอุ่น
"อากาศช่วงนี้กำลังหนาว หม่อมฉันเกรงว่าท่านหญิงจักมีอาการไข้จับ"
"ขอบคุณค่ะ"
วายุได้แต่เผยยิ้มบาง ๆ ให้อีกคนเพียงเท่านั้นและหันกลับมาชมนกชมไม้ต่อโดยที่ไม่รู้เลยว่าแววตาของทิวาสั่นไหวเพียงใดกับสิ่งที่เขานั้นมอบให้ ความอบอุ่นทั้งกายและใจพลันทำให้ก้อนเนื้อในทรวงอกเต้นระรัวราวกับว่ากำลังวิ่งอยู่อย่างไรอย่างนั้น
หลายต่อหลายที่ทิวาแอบลอบมองใบหน้าของคนที่นั่งอยู่ด้านข้าง ไม่ว่าจักเป็นสิ่งใดบนใบหน้าของเขาผู้นั้นมันช่างสวยงามราวกับเทพธิดานางฟ้าที่ตกมายังโลกมนุษย์พลอยจักทำให้คนตกหลุมพรางแห่งรักที่เขาได้ขุดเอาไว้ลึกจนแทบจะปีนออกมาไม่ไหวซึ่งเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะทิวาจดจ้องชมความงามในใบหน้าที่พระเจ้าประทานให้นั้นนานเกินไปหรือเพราะเหตุใดทำให้อีกคนหันมาสบตากันอย่างมิได้ตั้งใจ
ดวงตาดำสนิทของคนตรงหน้าออกอาการวูบไหวเล็กน้อยยามได้หันมาสบตากัน
เป็นอีกคราที่ทั้งสองตกอยู่ในห้วงภวังค์ของกันและกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้นแล้วก็คงจักไม่คิดจะถอนตัว
สัมผัสอบอุ่นที่รู้สึกได้กับมือของตนที่วางอยู่บัดนี้มันมีอีกมือนั้นมาวางทับหวังจะมอบความอบอุ่นและความรู้สึกที่มีผ่านอุ้งมืออุ่น วายุค่อย ๆ กอบกุมมืออีกคนไว้ในอุ้มมือใหญ่ของตนเองเพียงอยากส่งมอบความอบอุ่นหวังให้มือที่เย็นเฉียบของท่านหญิงนั้นให้อุ่นยิ่งขึ้น
"หม่อมฉันขอประทานอภัยแทนสายลมที่พัดผ่านไปเสียด้วยเพราะมันทำให้ท่านหญิงนั้นหนาวกายแต่จงเชื่อเถิดว่าสายลมคนนี้จักช่วยมอบความอบอุ่นให้แกท่านหญิงเอง"
ท้องนภาแปรเปลี่ยนจากสีฟ้าสดใสเป็นสีส้มเข้มบ่งบอกว่าใกล้จะหมดวันเข้าเต็มทนแต่ก็ยังมีผู้คนเดินเพ่นพ่านอยู่ประปรายตามประสาซึ่งมันก็เหมือนกับหญิงสองคนอย่างวายุและทิวา
วายุตัดสินใจขออาสาเดินมาส่งทิวาที่บ้านพักเพราะในตอนเช้าเขาไปรับเธอถึงที่หน้าประตูบ้าน กระนั้นแล้วตอนส่งก็จำต้องส่งให้ถึงหน้าประตูบ้านเช่นกันถึงแม้ว่าไม่อยากจักทำเช่นนั้นเพียงเพราะอยากอยู่กับสาวร่างเล็กที่เดินอยู่ข้างกายเสียสักเท่าใด
วันนี้เป็นอีกวันที่ตัวของวายุเองยิ้มไม่หุบเพราะนอกจากจักได้หยอดคำหวานที่ตนนั้นอยากทำมาตลอดตั้งแต่เจอหน้าหล่อนผู้เป็นดั่งเทพธิดาสถิติมายังโลกมนุษย์ ไหนที่จักได้ทานข้าวกับหล่อนเพียงสองต่อสองเพราะครั้งก่อนที่หล่อนบอกจักเลี้ยงข้าวเป็นการตอบแทนที่ช่วยเหลือกันในเมื่อวานนี้และอะไรอีกหลายอย่างที่ได้ทำร่วมกัน แค่เพียงเท่านี้ก็ทำให้กลับบ้านไปนอนฝันหวานได้เสียแล้ว
"ท่านหญิงจักกลับวันไหนกันเพคะ"
คนถูกถามยกมือขึ้นจับปลายคางอย่างครุ่นคิดได้ไม่นานก็ตอบออกมา
"อีกสองวัน ฉันมีเวลาเที่ยวอีกสองวันเพียงเท่านั้น"
พอได้ยินคำตอบรอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไปเพราะเขาเหลือเวลาอีกแค่สองวันเพียงเท่านั้นที่จักได้ชวนอีกคนออกไปเที่ยวด้วยกันและพรุ่งนี้ก็เป็นวันทำงานแล้วคงจักมิได้ว่างเฉกเช่นวันนี้
ควรจักทำอย่างไรดีที่จะได้สานสัมพันธ์กับคนข้างกายให้ได้มากกว่านี้แต่จักให้พูดออกไปตรง ๆ ก็กระไรอยู่ถึงแม้มันจะรวดเร็วก็เถิด เขาไม่อยากเร่งรีบกับความสัมพันธ์เฉกเช่นนี้ เขาควรจักให้เวลากับมันให้มันได้ค่อย ๆ พรั่งพรูขึ้นทีละนิดทีละน้อยกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยากเกินจักเลือนหายไปตามกาลเวลา
"คิดสิ่งใดอยู่หรือวายุ"
คนโดนทักให้หลุดออกมาจากภวังค์ความคิดหันมาส่ายหน้าเล็กน้อยพร้อมกับเผยยิ้มใจดีส่งไปให้
"น่าเสียดายที่ท่านหญิงอยู่นี่ได้อีกเพียงแค่สองวันเพียงเท่านั้น มิเช่นนั้นคงจักไปเดินเล่นร่วมกันอีก"
"นั่นน่ะซี ตามความจริงแล้วฉันมาที่แห่งนี้เพียงเพราะเบื่อกับการไปนัดดูตัวกับคนที่ท่านพ่อหาให้เพียงเท่านั้น มิได้มีแผนที่จักไปเที่ยวไหนไกลนอกเสียจากการมาพักหายใจหายคอให้ตัวเองได้คลายความกดดันเพียงเท่านั้น"
เสียงถอดถอนหายใจถูกพ่นออกจากปากสวยได้รูปของร่างบางอย่างหนักใจ
ตั้งแต่ที่หล่อนเรียนจบท่านพ่อก็นัดกับชายตระกูลนั้นตระกูลนี้มาให้หล่อนได้เจอหน้าคร่าตาอยู่เสมอ หล่อนไม่ชอบเอาเสียเลยกับการกระทำของผู้เป็นบิดาหากจักพอเข้าใจเจตนารมณ์ของท่านที่อยากจักให้มีใครคนใดคนหนึ่งคอยอยู่ข้างกายในยามที่เหงาใจแต่ก็มิเคยจักถามกันสักคราว่าตนนั้นอยากจักได้ผู้นั้นหรือไม่
หล่อนอยากจักหาผู้นั้นด้วยตัวเองและก็ดูเหมือนว่าจะเจอเสียแล้วแต่ก็มิรู้ว่าเขาผู้นั้นจักอยากมาอยู่เคียงข้างหรือให้หล่อนไปอยู่เคียงข้างบ้างหรือไม่ ถ้าหัวใจของเราเต้นเป็นจังหวะเดียวกันก็คงดีไม่น้อยแต่หากจักให้พูดออกไปตรง ๆ ก็ทำมิได้เพราะเกรงกลัวว่าถ้าบอกเช่นนั้นจักทำให้อีกคนมีแต่ถอยห่างจากกันไปเรื่อย ๆ
การมีอีกคนอยู่ข้างกายเช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ก็มิได้แย่เสียเท่าไหร่ ดีกว่าตัวของอีกคนไปอยู่ในที่ที่ยากต่อการมองเห็นของหล่อนก็คงปวดใจน่าดู
"ถ้ามีเรื่องอันใดที่ทำให้ท่านหญิงขุ่นมัวจิตใจก็ขอให้ท่านหญิงเอื้อนเอ่ยออกมาได้เลยเถิดเพคะ หม่อมฉันจะคอยรับฟังและช่วยพัดพาให้สิ่งนั้นจางหายไป"
ทิวาหันหน้ามาสบกับดวงตาคู่สวยของคนที่สูงกว่าก็รับรู้ถึงความอบอุ่นที่เขานั้นส่งมอบมันผ่านมายังแววตาอ่อนไหวนั่นพลอยทำให้ดวงใจที่หนาวเหน็บเกิดอุ่นใจขึ้นมา
และเป็นตัวของทิวาเองที่แพ้ให้กับสายตาคู่นั้นจำต้องเบือนหน้าหนีเสมองไปทางอื่น ความร้อนผ่าวไปทั่วใบหน้าลามไปถึงใบหูนั้นทำเอาอยากจะซุกหน้าลงกับหัวไหล่ของตัวต้นเหตุเพื่อปกปิดมิให้เขาเห็นใบหน้าที่แสนน่าอายนั้น
"หน้าของท่านหญิงขึ้นสีแดงระเรื่อ ไข้จับหรือเพคะ"
ครั้นพูดจบก็ถือวิสาสะยกมือขึ้นแนบหน้าผากหวังจักวัดไข้แต่หารู้ไม่ว่าการกระทำที่วายุได้ทำนั้นทำให้อีกคนเกิดความหวั่นไหวมากเพียงใด แค่เพียงน้ำเสียงที่เป็นห่วงเป็นใยนั้นก็พลันแทบจะทำให้ตัวของหล่อนหมดเรี่ยวแรงเสียง่ายดาย
โปรดติดตามตอนต่อไป

Book Comment (83)

  • avatar
    ภควิน โกสุม

    สนุกมากๆๆๆ

    11d

      0
  • avatar
    Phuwadech Dongkanathok

    อ่านสนุก

    25d

      0
  • avatar
    Sukalapat WanSri

    ยิ่งอ่านยิ่งดีเลยครับ

    28d

      0
  • View All

Related Chapters

Latest Chapters