logo text
Add to Library
logo
logo-text

Download this book within the app

Chapter 5 มองมาที่ผมนะครับ

19.09 น. เวลาอันเป็นมงคล งานแต่งงานเล็กๆ ของคนแปลกหน้าทั้งสองคนก็เริ่มขึ้น ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งที่โต๊ะด้านหน้าเวที คู่เจ้าบ่าวยืนรอต้อนรับแขกเหรื่อที่หน้าซุ้มประตูดอกกุหลาบตามคำสั่งของพ่อเลี้ยงสุชาติ ถึงแม้ว่างานจะจัดขึ้นแบบฉุกละหุก แต่ทว่าแขกเหรื่อก็มีไม่น้อย ระดับไร่อุ่นรักของพ่อเลี้ยงสุชาติจัดงานทั้งที่มีใครบ้างจะไม่อยากมา
บ้างก็มามือเปล่า บ้างก็มีของขวัญติดไม้ติดมือมาเพราะเจ้างานระบุมาว่าไม่ต้องมากพิธีรีตอง แค่อยากให้มาร่วมเป็นสักขีพยานเพียงเท่านั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเหมือนกัน นั่นก็คือสายตาที่แปลกๆ คล้ายๆ จะดูแคลนอยู่ในทีที่มองมายังคู่เจ้าบ่าวทั้งสอง โดยเฉพาะอธิปที่ตกเป็นเป้าสายตามากกว่าคนตัวเล็ก เพราะส่วนมากคนพื้นที่จะรับรู้ถึงเพศสภาพของวริศอยู่กันบ้างแล้ว จึงเป็นร่างสูงที่ต้องทนรับแรงกดดันจากสายตาและเสียงซุบซิบนินทาของคนเหล่านั้น
“หน้าตาก็ดี สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้นเลยรึ ถึงมาแต่งงานกับเกย์”
“เห็นเขาพูดกันว่าเป็นหลานชายของพ่อเลี้ยงนะ คงแต่งเพราะอยากจะเอาใจพ่อเลี้ยงรึเปล่า?”
“หมายความว่ายังไงคะ?”
“จะหมายความว่ายังไงอีกล่ะคะ พ่อเลี้ยงสุชาติก็แก่มากแล้ว คงจะประจบเอาใจเพื่อมรดกนับร้อยล้านนี่แหละค่ะ”
“ต้องเป็นอย่างที่คุณพี่พูดแน่นอนเลยค่ะ”
“ผู้ชายสมัยนี้น่ากลัวจังนะคะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน”
“ใช่ค่ะ ยอมขายแม้กระทั้งศักดิ์ศรี”
สายตาหยามเหยียดและทุกคำพูดดูถูกดูแคลน ทุกคำวิจารณ์ล้วนแต่จงใจให้ร่างสูงได้รับรู้ มือแกร่งกำหมัดแน่นพร้อมกับกัดฟันจนกรามขึ้นสันนูน ดวงตาคมมองไปยังผู้คนที่จับกลุ่มนินทาด้วยสายตาเคืองขุ่น และยิ่งได้ยินบอกว่าเขาหน้าสวยหวานคงไม่พ้นเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกัน มันก็ยิ่งทำให้ไฟโกรธในตัวของเขาลุกโชนขึ้น พร้อมที่จะเผาผลาญพวกปากหอยปากปูให้มอดไหม้ลงไปเป็นผุยผง
“คุณ โอเคไหมครับ?” ร่างบางเอ่ยถามเสียงแผ่วพลางยื่นมือไปแตะที่แขนแกร่งเบาๆ ดวงตากลมโตมองเสี้ยวหน้าหวานที่กำลังบูดบึ้งถมึงทึงด้วยความโกรธ
“ผมไม่น่าถามเลย ใครมันจะไปโอเค เอ่อ…คุณเข้าไปพักในบ้านก่อนไหมครับ? เดี๋ยวผมบอกคุณปู่ให้ว่าคุณปวดหัว” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นิ่งเงียบ ยิ่งทำให้วริศนึกเป็นห่วง พลางโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ร่างสูงต้องมาถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างนี้
อธิปมองแขนแกร่งที่มือเรียวแตะอยู่สลับกับหน้าสวย ดวงตากลมโตส่งความห่วงใย ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเพราะอย่างน้อยๆ ก็มีใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเขา ในท่ามกลางสงครามน้ำลายจากคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเขาเลย แต่กลับตัดสินว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฟังจากคำพูดของคนอื่นบ้างล่ะ ดูจากรูปร่างหน้าตาภายนอกบ้างล่ะ
“ไม่เป็นไรหรอกคุณ ยิ่งผมหนีหน้า ก็ยิ่งตกเป็นจำเลยให้พวกเขาตัดสินได้ถนัดปากยิ่งขึ้น”
“อืม…ถ้าอย่างนั้นคุณลองใช้วิธีนี้ไหมครับ?”
“วิธีอะไรครับ?”
“ผมลองหาที่โฟกัส ไม่ต้องมองคนพวกนั้น ไม่ต้องไปสนใจให้ค่ากับคำพูดที่ไม่สร้างสรรค์พวกนั้น”
“แล้วผมจะโฟกัสที่ไหนล่ะ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ล้วนแต่เจอสายตาที่คอยเหยียดหยาม” ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้า แล้วพูดออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ
“คุณมองมาที่ผมนะครับ ที่ตรงนี้ไม่มีสายตาดูถูกดูแคลนคุณอย่างแน่นอน”
“มองที่คุณ?” คิ้วหนาเลิกขึ้นสูง พร้อมกับมองหน้าสวยด้วยความมึนงง
“ใช่ครับ แต่ถ้าหากไม่โอเคก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมแค่คิดว่ามันน่าจะดีกว่า เท่านั้นเอง”
เมื่อเห็นหน้าสวยและแววตาสดใสหงอยลง ร่างสูงจึงรีบปฏิเสธพร้อมกับยื่นมือหนาออกไป
“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าผมไม่โอเค ขอมือด้วยสิครับ”
“ขอมือทำไมครับ?”
“จับ คู่แต่งงานเขาก็ทำกันแบบนี้ไม่ใช่หรอครับ?”
“มั้งครับ” ถึงแม้จะงุนงงกับอีกฝ่าย แต่ทว่าหมอกก็ยอมยกมือเรียวขึ้นมาวางที่ฝ่ามือของวาฬ
“มือเย็นจังเลย คงตื่นเต้นมากใช่ไหม?”
“ใช่ครับ”
‘แต่ที่ตื่นเต้นมากก็ที่ต้องมาจับมือกับคุณนี่แหละ’
เมื่อวาฬเปลี่ยนจุดโฟกัสมาที่หน้าสวยๆ ของคนเคียงข้าง และทำทวนหู ปล่อยจิตใจให้ปล่อยวาง ไม่ต้องไปให้ค่ากับน้ำลายของพวกปากหอยปากปู เขาก็รู้สึกผ่อนคลายลง
มือของทั้งสองคนค่อยๆ ขยับจับกันแน่นอย่างไม่รู้ตัว สายตาเผลอสบประสานกันบ่อยขึ้น และทุกครั้งก็จะปรากฏรอยยิ้มเขินอายของคนทั้งสอง ความสนิทคุ้นเคย ความอบอุ่นใจ มันค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทีละเล็กทีละน้อยโดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัว
“เชิญเจ้าบ่าวทั้งสองคนบนเวทีด้วยครับ”
เมื่อวริศได้ยินเสียงพิธีกรประจำงานประกาศเรียกตัวเองกับร่างสูงให้ขึ้นไปบนเวที ซึ่งแน่นอนว่าอธิปต้องตกเป้าให้คนไม่หวังดีสาดน้ำลายพร้อมกับสาดกระสุนคำพูดเข้าใส่อีกระลอก จึงทำให้ร่างบางเกิดความเป็นห่วงเกรงว่าอีกคนจะทนรับความกดดันไม่ไหว
“ถ้าคุณไม่อยากขึ้นบนเวที เราจะไม่ขึ้นไปครับ”
“เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกคุณ ผมไม่เป็นไร ผมขึ้นได้ขอแค่คุณไม่ปล่อยมือผมก็พอ” ร่างสูงพูดพร้อมกับกระชับมือที่จับกันให้แน่นกว่าเดิม ดวงตาคู่สวยมองเสี้ยวหน้าหวาน แล้วยิ้มออกมาด้วยอาการเขินอาย ก่อนจะตอบกลับแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ
“ผมไม่ปล่อยหรอกครับ”
“ไปกันเลยไหม? เขารอกันนานแล้ว”
“ครับ” ว่าแล้วคู่แต่งงานก็จับมือกันเดินฝ่าสายตาหยามเหยียดหลายสิบคู่ที่กำลังมองตลอดทางที่พวกเขาเดินผ่าน บ้างก็หันไปซุบซิบนินทา บ้างก็เบ้ปากเหยียดทำราวกับว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นตัวน่ารังเกียจขยะแขยง
“ไม่ต้องไปสนใจนะครับ มองที่ผม ผมอยู่ตรงนี้ข้างๆ คุณ” เมื่อขึ้นไปบนเวทีคนตัวเล็กเขย่งเท้าขึ้นแล้วกระซิบให้กำลังใจอธิป แต่ทว่าภาพที่ออกมากลับทำให้คนอื่นคิดว่าพวกเขาทั้งสองกำลังแสดงความรักต่อกันอยู่ยิ่งทำให้ฮือฮากันไปใหญ่
“ขอบคุณครับ” วาฬตอบกลับพลางส่งยิ้มหวานให้คนตัวเล็ก โดยไม่สนใจแล้วว่าคนอื่นๆ จะคิดยังไง
“ขอโทษนะครับ ผมขอแทรกกลางความหวานของพวกคุณสักนิดนะครับ” พิธีกรประจำงานเดินเข้ามาใกล้แล้วยิ้มร่าอวดฟันขาว ก่อนจะยื่นไมค์อีกอันส่งให้กับร่างสูง
“ไมค์ครับ”
อธิปมองไมค์ในมือของพิธีกรแล้วนิ่ง ไม่ยอมรับมันเอาไว้ พลางนึกขบขันในใจ ‘มันก็แค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น ทำไมต้อง ซักถามอะไรด้วย’
เมื่อเห็นหน้าจืดเจื่อนของพิธีกรที่ถูกวาฬปฏิเสธจะรับไมค์แบบทางอ้อม คนตัวเล็กจึงยื่นมือไปรับแทนแล้วส่งยิ้มอ่อนให้
“โอเคครับ เรามาพูดคุยกันสักนิดดีกว่านะครับ คงมีหลายคนอยากจะรู้ว่า พวกคุณทั้งสองไปเจอกันที่ไหนครับ?”
“ที่นี่ครับ” วริศตอบกลับพลางปรายตามองคนข้างๆ ที่มีสีหน้านิ่งเฉยยากที่จะคาดเดาอารมณ์ได้
“เจอกันที่ไร่อุ่นรักนี่เอง บรรยากาศคงเป็นใจทำให้เกิดความรักใช่ไหมครับ แล้วใครเริ่มจีบก่อนครับ?”
“….”
“คำถามนี่อาจจะตอบยาก ผมเปลี่ยนคำถามดีกว่าแล้วใช้คบหากันนานไหมครับกว่าจะตัดสินใจแต่งงานกัน”
“เอ่อ…คือ”
“คำถามของผมคงยากอีกแล้ว ผมเปลี่ยนคำถามอีกครั้งล่ะกันนะครับ คราวนี้คำถามง่ายๆ หวังพวกคุณจะตอบได้นะครับ ใครเป็นรุก เอ๊ยไม่ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วย คือผมจะถามว่าใครเป็นคนขอแต่งงานครับ?” พิธีกรแสร้งพูดผิดเรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนด้านล่างดังระงม
“เอ่อ…คือ” เมื่อเห็นคนตัวเล็กอึกอัก วาฬจึงดึงไมค์มาตอบเสียเอง
“ไม่ครับ เราไม่ได้คบกันเลย เจอกันวันนี้แล้วก็แต่งงานกันเลย คุณก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ครับ ทำไมต้องถามอีก” พูดจบก็ส่งไมค์คืนให้กับพิธีกร ก่อนจะจูงมือร่างบางเดินลงเวทีแล้วเดินหายไปยังด้านหลังของเวที เพื่อหนีให้ไกลจากผู้คนจอมปลอมพวกนั้น
“คุณจะไปไหน งานยังไม่จบเลยนะ” ร่างสูงชะงักงันเมื่อได้ยินคำถามอีกคน แล้วหันไปตอบคำถามด้วยเสียงเรียบ
“จะจบหรือไม่จบก็ช่างมันปะไร คุณจะอยู่ให้คนพวกนั้นหัวเราะเยาะอีกหรือยังไง?”
“ผมก็ไม่อยาก แต่ถ้าหากเราทำแบบนี้ คุณปู่จะโกรธคุณเอานะครับ”
“ผมจะทำแบบนี้หรือไม่ทำ ความโกรธเกลียดที่คุณปู่มีต่อครอบครัวของผมมันก็คงไม่น้อยลงไปหรอก”
“ผมขอโทษครับ ถ้าอย่างนั้นเราไปนั่งเล่นกันที่ศาลาทางโน้นกันดีไหมครับ?”
“ก็ได้ คุณเดินนำไปสิ”

Book Comment (1949)

  • avatar
    Sasiphimon Meeman

    ดีมากกก

    03/04

      0
  • avatar
    กิ๊กกิ้ว โอ้วเย้

    สนุกๆๆๆ

    01/04

      0
  • avatar
    CHAMAI

    เริ่ดดด

    23/03

      0
  • View All

Related Chapters

Latest Chapters