19.09 น. เวลาอันเป็นมงคล งานแต่งงานเล็กๆ ของคนแปลกหน้าทั้งสองคนก็เริ่มขึ้น ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งที่โต๊ะด้านหน้าเวที คู่เจ้าบ่าวยืนรอต้อนรับแขกเหรื่อที่หน้าซุ้มประตูดอกกุหลาบตามคำสั่งของพ่อเลี้ยงสุชาติ ถึงแม้ว่างานจะจัดขึ้นแบบฉุกละหุก แต่ทว่าแขกเหรื่อก็มีไม่น้อย ระดับไร่อุ่นรักของพ่อเลี้ยงสุชาติจัดงานทั้งที่มีใครบ้างจะไม่อยากมาบ้างก็มามือเปล่า บ้างก็มีของขวัญติดไม้ติดมือมาเพราะเจ้างานระบุมาว่าไม่ต้องมากพิธีรีตอง แค่อยากให้มาร่วมเป็นสักขีพยานเพียงเท่านั้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทุกคนเหมือนกัน นั่นก็คือสายตาที่แปลกๆ คล้ายๆ จะดูแคลนอยู่ในทีที่มองมายังคู่เจ้าบ่าวทั้งสอง โดยเฉพาะอธิปที่ตกเป็นเป้าสายตามากกว่าคนตัวเล็ก เพราะส่วนมากคนพื้นที่จะรับรู้ถึงเพศสภาพของวริศอยู่กันบ้างแล้ว จึงเป็นร่างสูงที่ต้องทนรับแรงกดดันจากสายตาและเสียงซุบซิบนินทาของคนเหล่านั้น“หน้าตาก็ดี สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้นเลยรึ ถึงมาแต่งงานกับเกย์”“เห็นเขาพูดกันว่าเป็นหลานชายของพ่อเลี้ยงนะ คงแต่งเพราะอยากจะเอาใจพ่อเลี้ยงรึเปล่า?”“หมายความว่ายังไงคะ?”“จะหมายความว่ายังไงอีกล่ะคะ พ่อเลี้ยงสุชาติก็แก่มากแล้ว คงจะประจบเอาใจเพื่อมรดกนับร้อยล้านนี่แหละค่ะ”“ต้องเป็นอย่างที่คุณพี่พูดแน่นอนเลยค่ะ”“ผู้ชายสมัยนี้น่ากลัวจังนะคะ ทำได้ทุกอย่างเพื่อเงิน”“ใช่ค่ะ ยอมขายแม้กระทั้งศักดิ์ศรี”สายตาหยามเหยียดและทุกคำพูดดูถูกดูแคลน ทุกคำวิจารณ์ล้วนแต่จงใจให้ร่างสูงได้รับรู้ มือแกร่งกำหมัดแน่นพร้อมกับกัดฟันจนกรามขึ้นสันนูน ดวงตาคมมองไปยังผู้คนที่จับกลุ่มนินทาด้วยสายตาเคืองขุ่น และยิ่งได้ยินบอกว่าเขาหน้าสวยหวานคงไม่พ้นเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกัน มันก็ยิ่งทำให้ไฟโกรธในตัวของเขาลุกโชนขึ้น พร้อมที่จะเผาผลาญพวกปากหอยปากปูให้มอดไหม้ลงไปเป็นผุยผง“คุณ โอเคไหมครับ?” ร่างบางเอ่ยถามเสียงแผ่วพลางยื่นมือไปแตะที่แขนแกร่งเบาๆ ดวงตากลมโตมองเสี้ยวหน้าหวานที่กำลังบูดบึ้งถมึงทึงด้วยความโกรธ“ผมไม่น่าถามเลย ใครมันจะไปโอเค เอ่อ…คุณเข้าไปพักในบ้านก่อนไหมครับ? เดี๋ยวผมบอกคุณปู่ให้ว่าคุณปวดหัว” เมื่อเห็นอีกฝ่ายเอาแต่นิ่งเงียบ ยิ่งทำให้วริศนึกเป็นห่วง พลางโทษว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ทำให้ร่างสูงต้องมาถูกดูถูกเหยียดหยามอย่างนี้อธิปมองแขนแกร่งที่มือเรียวแตะอยู่สลับกับหน้าสวย ดวงตากลมโตส่งความห่วงใย ทำให้เขารู้สึกอุ่นใจขึ้นมาเพราะอย่างน้อยๆ ก็มีใครคนหนึ่งยืนอยู่ข้างเขา ในท่ามกลางสงครามน้ำลายจากคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักเขาเลย แต่กลับตัดสินว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพราะฟังจากคำพูดของคนอื่นบ้างล่ะ ดูจากรูปร่างหน้าตาภายนอกบ้างล่ะ“ไม่เป็นไรหรอกคุณ ยิ่งผมหนีหน้า ก็ยิ่งตกเป็นจำเลยให้พวกเขาตัดสินได้ถนัดปากยิ่งขึ้น”“อืม…ถ้าอย่างนั้นคุณลองใช้วิธีนี้ไหมครับ?”“วิธีอะไรครับ?”“ผมลองหาที่โฟกัส ไม่ต้องมองคนพวกนั้น ไม่ต้องไปสนใจให้ค่ากับคำพูดที่ไม่สร้างสรรค์พวกนั้น”“แล้วผมจะโฟกัสที่ไหนล่ะ ไม่ว่ามองไปทางไหนก็ล้วนแต่เจอสายตาที่คอยเหยียดหยาม” ร่างบางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้า แล้วพูดออกมาอย่างกล้าๆ กลัวๆ“คุณมองมาที่ผมนะครับ ที่ตรงนี้ไม่มีสายตาดูถูกดูแคลนคุณอย่างแน่นอน”“มองที่คุณ?” คิ้วหนาเลิกขึ้นสูง พร้อมกับมองหน้าสวยด้วยความมึนงง“ใช่ครับ แต่ถ้าหากไม่โอเคก็ไม่เป็นไรนะครับ ผมแค่คิดว่ามันน่าจะดีกว่า เท่านั้นเอง”เมื่อเห็นหน้าสวยและแววตาสดใสหงอยลง ร่างสูงจึงรีบปฏิเสธพร้อมกับยื่นมือหนาออกไป“ผมยังไม่ได้บอกเลยว่าผมไม่โอเค ขอมือด้วยสิครับ”“ขอมือทำไมครับ?”“จับ คู่แต่งงานเขาก็ทำกันแบบนี้ไม่ใช่หรอครับ?”“มั้งครับ” ถึงแม้จะงุนงงกับอีกฝ่าย แต่ทว่าหมอกก็ยอมยกมือเรียวขึ้นมาวางที่ฝ่ามือของวาฬ“มือเย็นจังเลย คงตื่นเต้นมากใช่ไหม?”“ใช่ครับ”‘แต่ที่ตื่นเต้นมากก็ที่ต้องมาจับมือกับคุณนี่แหละ’เมื่อวาฬเปลี่ยนจุดโฟกัสมาที่หน้าสวยๆ ของคนเคียงข้าง และทำทวนหู ปล่อยจิตใจให้ปล่อยวาง ไม่ต้องไปให้ค่ากับน้ำลายของพวกปากหอยปากปู เขาก็รู้สึกผ่อนคลายลงมือของทั้งสองคนค่อยๆ ขยับจับกันแน่นอย่างไม่รู้ตัว สายตาเผลอสบประสานกันบ่อยขึ้น และทุกครั้งก็จะปรากฏรอยยิ้มเขินอายของคนทั้งสอง ความสนิทคุ้นเคย ความอบอุ่นใจ มันค่อยๆ คืบคลานเข้ามาทีละเล็กทีละน้อยโดยที่ทั้งสองคนไม่รู้ตัว“เชิญเจ้าบ่าวทั้งสองคนบนเวทีด้วยครับ”เมื่อวริศได้ยินเสียงพิธีกรประจำงานประกาศเรียกตัวเองกับร่างสูงให้ขึ้นไปบนเวที ซึ่งแน่นอนว่าอธิปต้องตกเป้าให้คนไม่หวังดีสาดน้ำลายพร้อมกับสาดกระสุนคำพูดเข้าใส่อีกระลอก จึงทำให้ร่างบางเกิดความเป็นห่วงเกรงว่าอีกคนจะทนรับความกดดันไม่ไหว“ถ้าคุณไม่อยากขึ้นบนเวที เราจะไม่ขึ้นไปครับ”“เราทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกคุณ ผมไม่เป็นไร ผมขึ้นได้ขอแค่คุณไม่ปล่อยมือผมก็พอ” ร่างสูงพูดพร้อมกับกระชับมือที่จับกันให้แน่นกว่าเดิม ดวงตาคู่สวยมองเสี้ยวหน้าหวาน แล้วยิ้มออกมาด้วยอาการเขินอาย ก่อนจะตอบกลับแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบ“ผมไม่ปล่อยหรอกครับ”“ไปกันเลยไหม? เขารอกันนานแล้ว”“ครับ” ว่าแล้วคู่แต่งงานก็จับมือกันเดินฝ่าสายตาหยามเหยียดหลายสิบคู่ที่กำลังมองตลอดทางที่พวกเขาเดินผ่าน บ้างก็หันไปซุบซิบนินทา บ้างก็เบ้ปากเหยียดทำราวกับว่าพวกเขาทั้งสองคนเป็นตัวน่ารังเกียจขยะแขยง“ไม่ต้องไปสนใจนะครับ มองที่ผม ผมอยู่ตรงนี้ข้างๆ คุณ” เมื่อขึ้นไปบนเวทีคนตัวเล็กเขย่งเท้าขึ้นแล้วกระซิบให้กำลังใจอธิป แต่ทว่าภาพที่ออกมากลับทำให้คนอื่นคิดว่าพวกเขาทั้งสองกำลังแสดงความรักต่อกันอยู่ยิ่งทำให้ฮือฮากันไปใหญ่“ขอบคุณครับ” วาฬตอบกลับพลางส่งยิ้มหวานให้คนตัวเล็ก โดยไม่สนใจแล้วว่าคนอื่นๆ จะคิดยังไง“ขอโทษนะครับ ผมขอแทรกกลางความหวานของพวกคุณสักนิดนะครับ” พิธีกรประจำงานเดินเข้ามาใกล้แล้วยิ้มร่าอวดฟันขาว ก่อนจะยื่นไมค์อีกอันส่งให้กับร่างสูง“ไมค์ครับ”อธิปมองไมค์ในมือของพิธีกรแล้วนิ่ง ไม่ยอมรับมันเอาไว้ พลางนึกขบขันในใจ ‘มันก็แค่ละครฉากหนึ่งเท่านั้น ทำไมต้อง ซักถามอะไรด้วย’เมื่อเห็นหน้าจืดเจื่อนของพิธีกรที่ถูกวาฬปฏิเสธจะรับไมค์แบบทางอ้อม คนตัวเล็กจึงยื่นมือไปรับแทนแล้วส่งยิ้มอ่อนให้“โอเคครับ เรามาพูดคุยกันสักนิดดีกว่านะครับ คงมีหลายคนอยากจะรู้ว่า พวกคุณทั้งสองไปเจอกันที่ไหนครับ?”“ที่นี่ครับ” วริศตอบกลับพลางปรายตามองคนข้างๆ ที่มีสีหน้านิ่งเฉยยากที่จะคาดเดาอารมณ์ได้“เจอกันที่ไร่อุ่นรักนี่เอง บรรยากาศคงเป็นใจทำให้เกิดความรักใช่ไหมครับ แล้วใครเริ่มจีบก่อนครับ?”“….”“คำถามนี่อาจจะตอบยาก ผมเปลี่ยนคำถามดีกว่าแล้วใช้คบหากันนานไหมครับกว่าจะตัดสินใจแต่งงานกัน”“เอ่อ…คือ”“คำถามของผมคงยากอีกแล้ว ผมเปลี่ยนคำถามอีกครั้งล่ะกันนะครับ คราวนี้คำถามง่ายๆ หวังพวกคุณจะตอบได้นะครับ ใครเป็นรุก เอ๊ยไม่ใช่ครับ ผมต้องขอโทษด้วย คือผมจะถามว่าใครเป็นคนขอแต่งงานครับ?” พิธีกรแสร้งพูดผิดเรียกเสียงหัวเราะจากผู้คนด้านล่างดังระงม“เอ่อ…คือ” เมื่อเห็นคนตัวเล็กอึกอัก วาฬจึงดึงไมค์มาตอบเสียเอง“ไม่ครับ เราไม่ได้คบกันเลย เจอกันวันนี้แล้วก็แต่งงานกันเลย คุณก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ครับ ทำไมต้องถามอีก” พูดจบก็ส่งไมค์คืนให้กับพิธีกร ก่อนจะจูงมือร่างบางเดินลงเวทีแล้วเดินหายไปยังด้านหลังของเวที เพื่อหนีให้ไกลจากผู้คนจอมปลอมพวกนั้น“คุณจะไปไหน งานยังไม่จบเลยนะ” ร่างสูงชะงักงันเมื่อได้ยินคำถามอีกคน แล้วหันไปตอบคำถามด้วยเสียงเรียบ“จะจบหรือไม่จบก็ช่างมันปะไร คุณจะอยู่ให้คนพวกนั้นหัวเราะเยาะอีกหรือยังไง?”“ผมก็ไม่อยาก แต่ถ้าหากเราทำแบบนี้ คุณปู่จะโกรธคุณเอานะครับ”“ผมจะทำแบบนี้หรือไม่ทำ ความโกรธเกลียดที่คุณปู่มีต่อครอบครัวของผมมันก็คงไม่น้อยลงไปหรอก”“ผมขอโทษครับ ถ้าอย่างนั้นเราไปนั่งเล่นกันที่ศาลาทางโน้นกันดีไหมครับ?”“ก็ได้ คุณเดินนำไปสิ”
ดีมากกก
03/04
0สนุกๆๆๆ
01/04
0เริ่ดดด
23/03
0View All