กาลเวลาหมุนแปรเปลี่ยนจากท้องฟ้าสีสดใสเปลี่ยนเป็นสีส้มเข้มบ่งบอกได้ว่าถึงเพลาที่จักต้องจากกันแล้ว วายุนึกเสียดายที่เวลาของเธอและหล่อนต้องหมดเพียงเท่านี้ถึงแม้อยากจะยืดหรือหยุดเวลาเอาไว้แค่นั้นมันก็ได้แต่คิดเพียงเท่านั้น"ที่พักของท่านหญิงอยู่หนใด หม่อมฉันทั้งสองจักได้เดินไปส่งให้ถูก"ประโยคของเพื่อนสนิทอย่างจันทร์เจ้าทำเอาหญิงร่างสูงโปร่งยังพอมีหวังที่จะได้ยืดเวลาให้มากขึ้นกว่าเดิม"ไม่เป็นกระไรหรอกกระมัง ฉันเองก็เกรงใจคุณสองคนที่พาเดินชมสถานที่สวย ๆ พลอยทำให้ได้ความรู้กลับไปอีกแล้วไหนจักเรื่องค่าอาหารนั้นอีกแล""มิต้องเกรงอกเกรงใจใด ๆ เสียหรอกเพคะ ถ้าเกิดที่พักของท่านหญิงอยู่หนแห่งเดียวกันก็ถือเสียว่าได้เพื่อนเดินกลับไปที่พักด้วยกัน""หม่อมฉันเองก็เป็นห่วงเกรงว่าจักเกิดภัยอันตรายขึ้น เป็นหญิงกลับเองตัวคนเดียวนั้นเสี่ยงจะตายชัก ให้พวกหม่อมฉันเดินไปส่งก็มิมีกระไรเสียหายเพราะอย่างไรพวกหม่อมฉันก็เดินกลับกันสองคน""ถ้าอย่างนั้นก็ตามใจคุณทั้งสองเสียเพราะอย่างไรพวกคุณก็คงจักดื้อดึงตามไปส่งฉันให้จงได้เสียนั่นแล"ผู้ใดจักรู้เล่าว่าการตอบเช่นนั้นของท่านหญิงทิวาทำให้ก้อนเนื้อตรงทรวงอกของวายุเต้นแรงมากเพียงใด การที่เธอจักได้ยืดเวลาอยู่กับหล่อนนั้นเป็นผลสำเร็จแล้วแถมยังได้ปกป้องดูแลผู้เป็นดั่งดวงใจของเธอได้ทันท่วงทียามเกิดภัยอันตรายที่เข้ามาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว แค่เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเป็นการดีแล้วแม้จักไม่ได้เหมาะสมแก่การได้ยืนอยู่เคียงข้างในฐานะคนรักแต่การได้ดูแลปกป้องหล่อนอยู่เฉย ๆ นี้ก็ถือเป็นว่าการดี..เมื่อเดินไปตามเส้นทางที่ท่านหญิงทิวาบุตรสาวแสนรักแสนหวงของหม่อมเจ้าพิเชษฐ์ วัฒนโกศล ได้บอกก็ทำให้รู้ว่าเส้นทางเส้นนี้เป็นเส้นเดียวกันกับที่พักของวายุพลันทำให้มีรอยยิ้มเปรอะเปื้อนอยู่บนใบหน้า เธออยากจะขอบคุณฟ้าดิน เทพยดาทั้งหลายที่ดลบันดาลฟ้าลิขิตให้พวกเธอทั้งสองไม่ได้ห่างกันไปไหนไกลพอจะไปมาหาสู่กันได้และวันพรุ่งนี้เป็นวันหยุดพักผ่อนของวายุอีกวันหนึ่งคืนนี้เธอจักต้องไปนั่งคิดนอนคิดเสียแล้วว่าในวันรุ่งขึ้นจักชวนหญิงสาวร่างเล็กข้างกายนี้ไปที่แห่งใดดีเพื่อสานสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นไปอีกถึงจะคิดอย่างนั้นตัวของวายุก็ยังมิสามารถร่วงรู้ได้เลยว่าถึงเพลานั้นจริง ๆ แล้วเธอจักกล้าชวนอีกฝ่ายหรือไม่แล้วยิ่งอีกฝ่ายเป็นถึงหม่อมเจ้าหญิงแล้วครั้นจักชวนไปเที่ยวไหนต่อไหนสองคนจักดีหรือไม่เพราะเธอเองก็เป็นแค่หม่อมราชวงศ์ธรรมดาคนหนึ่งที่มียศศักดิ์ต่ำกว่าคนข้างกายมากโขถ้าเกิดว่ามีคนที่คอยอารักขาท่านหญิงผู้นี้มาเห็นเข้าเธอจักต้องโดนกระไรบ้างที่บังอาจเชื้อเชิญท่านหญิงผู้สูงส่งราวกับเทพธิดาออกไปเที่ยวกันเพียงลำพังแรงสะกิดที่ไหล่ขวาทำให้ได้สติให้กลับมาจดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้าซึ่งให้สบสอดสายตากับตาสีน้ำตาลค่อนดำของหญิงสาวที่คอยวนเวียนอยู่ภายในเนื้อสมองของวายุตลอดการเดินทางมาส่งหล่อนถึงที่พักพลันทำให้ก้อนเนื้อที่เต้นอยู่ในทรวงอกแทบจะทะลุออกมาภายนอก"มัวเหม่อกระไรอยู่ ฉันกับท่านหญิงเรียกอยู่หลายคราแต่ก็ไม่ยักเห็นจะตอบ"เสียงเอื้อนเอ่ยของจันทร์เจ้าทำให้คนทั้งสองที่กำลังตกอยู่ในภวังค์การแข่งจ้องตากันเบือนหน้าหนีไปคนละทางเพราะความร้อนวูบวาบไปตามตัวยามได้สบตากันและกันถ้าจักให้สองคนนี้ไปลงแข่งจ้องตากันคงชนะแหง"ขอโทษที ฉันคิดอะไรเพลินไปหน่อยน่ะ""ถ้าอย่างนั้นหม่อมฉันทั้งสองคนขอลาท่านหญิงตรงนี้เสียเลยนะเพคะ""ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพแล้วหวังว่าเราจักได้ไปเดินเล่นด้วยกันอีกสักหน"น้ำเสียงหวานปานน้ำผึ้งเอื้อนเอ่ยพลางเผยรอยยิ้มที่ใครหลายคนเห็นเป็นต้องตกหลุมรักเหมือนกับวายุไม่มีผิดเป็นแน่"เราก็ไปกันเสียเถิด มันก็เริ่มจักเข้าย่ำค่ำเต็มทน ฉันอยากจักกลับไปผ่อนคลายเสียสักที"วายุหันมาพยักหน้าตอบรับกับจันทร์เจ้าก่อนจะหันกลับไปส่งยิ้มหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของตนให้กับหญิงสาวตรงหน้าก่อนจะหมุนตัวไปอีกทางเพื่อเดินกลับไปที่พักของตนทิวามองตามแผ่นหลังของคนทั้งสองจนค่อย ๆ เลือนหายไป ในวันนี้จำต้องจากกันเสียแล้วทั้ง ๆ ที่อยากจะยืดเวลาให้นานกว่านี้พลันให้นึกถึงคำที่เขากล่าวว่าเวลาแห่งความสุขมักจะผ่านไปเร็วเสมอ เธอไม่เคยเชื่อคำพูดเหล่านั้นเลยจนกระทั่งวันนี้ที่เธอได้เจอกับเขาคนนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้พูดคุยกันเสียเท่าใดแต่เพียงได้เห็นหน้าหรือเพียงได้เดินข้างกายของเขาก็พลันให้จังหวะการเต้นของก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจนั้นเต้นรัวเร็วอย่างที่เธอมิเคยเป็นมาก่อนหรือนี่อาจจะเรียกว่าอาการตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็นกัน.."ไหนบอกว่าอยากกลับไปพักผ่อนแต่ไหงกลับกลายมาอยู่ห้องของฉันเสียได้"วายุเอ่ยเมื่อเพื่อนสนิทของเธอบอกว่าอยากจักนั่งเล่นอยู่ที่ห้องของเธอสักประเดี๋ยวก่อนค่อยกลับทั้งที่ก่อนหน้านี้บอกว่าอยากจักกลับไปพักผ่อน"ฉันแค่บอกว่าอยากจักพักผ่อนแต่ฉันก็มิได้บอกว่าพักผ่อนที่ไหนซึ่งตอนนี้ฉันก็กำลังพักผ่อนอยู่ที่ห้องของเธอ"ถึงกับกลอกตามองบนให้กับความกวนประสาทชวนให้ปวดหัวของเพื่อนคนสนิทอย่างจันทร์เจ้าและดูเหมือนว่าเจ้าตัวจักไม่รู้สึกสะทกสะท้านอะไรเลยสักกะนิด"ชอบท่านหญิงอย่างงั้นหรือ"ประโยคคำถามชวนฟังแล้วทำให้รู้สึกเคอะเขินนั้นถูกถามออกมาจากเพื่อนคนสนิทที่กำลังนอนเหยียดอยู่บนโซฟาผ้าราคาแพงพลันทำให้คนที่กำลังดื่มน้ำอยู่ถึงกับสำลักไอค่อกแค่กเหมือนคนกำลังจะขาดใจตายจนคนถามถึงกับต้องเด้งตัวลุกขึ้นมาดูอาการของเพื่อนเพราะเกรงว่าจะได้ตายเป็นผีเฝ้าห้องนี้เสียก่อนจะได้ครองรักกับหญิงที่ตัวเพื่อนของหล่อนนั้นชอบพออยู่เมื่ออาการสำลักน้ำนั้นหายไปแล้วจันทร์เจ้าก็กลับมานั่งที่โซฟาตัวเดิมโดยที่เจ้าของห้องหย่อนก้นนั่งลงด้วยข้าง ๆ"สรุปแล้วชอบพอท่านหญิงในเชิงชู้สาวหรือไม่"คำถามนี้ถูกถามขึ้นอีกคราเหมือนกับว่าเจ้าตัวอยากจะคาดคั้นเอาคำตอบภายในวันนี้จงได้ซึ่งตัวคนโดนถามเองก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เพราะอาการเคอะเขินที่จู่ ๆ ก็โดนจู่โจมจากเพื่อนคนสนิทอย่างไม่ทันได้ตั้งตัวใครจักไปรู้ว่าจันทร์เจ้าจะถามกันโต้ง ๆ เช่นนี้"ฉันขอไม่ตอบได้หรือไม่"คำที่ตั้งคำถามในคราแรกส่ายหน้าไปมาเบา ๆ เป็นการบอกว่าไม่ได้"จักให้ตอบตรง ๆ เลยก็กระไรอยู่ เอาเป็นว่าตัวของฉันนั้นใจเต้นแรงคราได้พบเจอหรือได้อยู่เคียงข้างท่านหญิงนั่นแล""อย่างนั้นก็คงหนีไม่พ้นกับคำว่าตกหลุมรักซีนะ""คงจักเป็นอย่างนั้น เธอคิดว่าถ้าฉันจักไปเฝ้าหยอดคำหวานทุกคราที่มีโอกาสกับท่านหญิงจักเป็นกระไรหรือไม่""ฉันก็ไม่รู้ว่ามันจักเป็นอย่างไร เธอกำลังกลัวว่ามันมิควรใช่หรือไม่""ประมาณนั้น ฉันกลัวว่าถ้าฉันเฝ้าหยอดคำหวานเหล่านั้นไปจักเป็นการมิควร อีกอย่างเราทั้งสองนั้นต่างเป็นหญิงเสียทั้งคู่""เธออย่าได้กลัวไปเลยวายุ ความรักนั้นขึ้นอยู่กับคนสองคน คนที่สามหรือสี่จักมายุ่งเกี่ยวมิได้""แต่มันจักทำให้ท่านหญิงเสียชื่อเสียงของวงศ์ตระกูล ถ้าเป็นเช่นนั้นฉันก็ไม่อยากฉุดรั้งตัวของเธอลงมา""ถ้าเป็นคู่กันแล้วก็คงมิแคล้วกัน อยู่ที่ว่าจักทำแค่รอให้พรหมลิขิตเป็นตัวกำหนดหรือจักให้หัวใจเป็นคนกำหนดเสียล่ะ อยู่ที่ตัวของเธอทั้งนั้นอนิละ"ความเงียบเข้าปกคลุมอยู่นานสองนานเพราะคนที่โดนถามนั้นกำลังใช้ความคิดไตร่ตรองกับสิ่งที่เพื่อนของเขานั้นพูดจักรอให้พรหมลิขิตเป็นตัวกำหนดมันก็อาจจะสายเกินแก้ไขแต่จักให้หัวใจเป็นคนกำหนดก็กลับมิกล้าที่จะทำอะไร ความรักมันช่างแสนยากเย็นเหลือเกินไม่ว่ากี่คราต่อกี่คราตัวของวายุเองก็ยังคงไม่ชินกับมันเลยสักคราเหมือนมีรักแต่ละครั้งก็พลันทำให้รู้สึกแปลกใหม่เข้ามาเสียทุกที"งั้นฉันจะให้เธอนั่งคิดนอนคิดอยู่ในห้องเพียงลำพังแล้วกัน ฉันขอตัวก่อนแล้วไว้เจอกัน"หลังจากที่ส่งเพื่อนสนิทหน้าประตูเสร็จสิ้นแล้วก็กลับเข้ามานอนแผ่อยู่บนโซฟามองเพดานขาวของห้องพลางคิดว่าจักทำอย่างไรต่อดี อีกใจครั้นก็อยากจะรอให้ทุกอย่างพัดพามาเจอกันเองแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวว่ามันจักไม่ทันการเสียเทวดาฟ้าดินถ้าเกิดตัวของลูกกับตัวของท่านหญิงทิวานั้นมีบุญวาสนาเกิดมาได้เป็นคู่กันขอจงอย่าให้เราทั้งสองแยกออกจากกันเลยโปรดติดตามตอนต่อไป
สนุกมากๆๆๆ
12d
0อ่านสนุก
26d
0ยิ่งอ่านยิ่งดีเลยครับ
29d
0Lihat Semua