“หึ ชมเอง เขินเอง อย่างนี้ได้ด้วยหรอครับหมอก?”“ได้สิครับ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ แล้วตกลงพี่วาฬเป็นนายแบบจริงๆ ใช่ไหมครับ หมอกจะได้ไปตามซื้อหนังสือมาเก็บไว้”“เปล่าครับ ผมไม่ได้เป็น ผมเป็นแค่ช่างภาพ” พูดจบปากบางก็ยกยิ้มหวานออกมาอย่างอารมณ์ดีเมื่อคนตัวเล็กเห็นอีกฝ่ายยิ้มได้ก็รู้สึกดีใจอย่างบอกไม่ถูกและไม่เข้าใจในตัวเอง รู้เพียงแค่ว่าอยากจะเห็นคนตรงหน้ามีแต่รอยยิ้ม มีความสุข เท่านี้เขาก็สบายใจแล้ว“เคยแต่ถือกล้อง แล้วต้องมาทำไร่จะไหวหรอครับ?”“ไม่รู้สิ คงต้องลองดูสักตั้ง แล้วหมอกล่ะ คนพื้นที่เคยทำไร่ไหม?”“ไม่เลยครับ ครอบครัวของหมอกไม่ได้ทำไร่ พ่อกับแม่เอาที่ดินไปสร้างรีสอร์ตครับ”“รีสอร์ตของครอบครัวหมอกบรรยากาศต้องดีแน่เลยใช่ไหม พูดขึ้นมาแล้ว ผมอยากจะถ่ายรูปเลย” เมื่อนึกถึงบรรยากาศดีวิวสวยๆ วิญญาณช่างภาพก็เข้าสิงอธิป เกิดคันไม้คันมืออยากจะถ่ายรูปในทันที“พี่วาฬไปไหมครับ เดี๋ยวหมอกพาทัวร์รอบรีสอร์ตเอง ด้านหลังรีสอร์ตมีน้ำตกด้วยนะครับ” คนตัวเล็กพูดขึ้นด้วยท่าทางกระตือรือร้น จนคนฟังอย่างร่างสูงต้องหลุดยิ้มเพราะนึกเอ็นดู“ที่นี่ก็มีน้ำตกไม่ใช่หรอ? พี่แสนบอกผมตอนมา”“ใช่ครับ มี แต่หมอกไม่เคยไปนะ”“ผมก็ไม่เคยไป เดี๋ยวเราไปพร้อมกันนะ”“ได้ครับ เดี๋ยวเราไปพร้อมกัน”ในขณะที่สองคนกำลังคุยกันสนุกสนาน แสงนวลจากปลายกระบอกไฟฉายก็สาดส่องมายังในศาลา ร่างสูงมองแสงไฟที่ส่องกระทบต้นเสาศาลา แล้วมองตามไปยังต้นตอก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำเดินตรงมายังศาลา“สงสัยมีคนมาตามเราแล้วล่ะ”“แขกคงทยอยกลับบ้างแล้ว พี่วาฬอยากจะนั่งต่อไหมครับ เดี๋ยวหมอกจะขอให้เขาช่วยบอกคุณปู่ว่าไม่เห็นเรา”“ผมไม่เป็นไรแล้ว กลับกันเถอะ ถึงอย่างไรเราก็ต้องกลับไปเผชิญมันอยู่ดี” ว่าแล้ววาฬก็ลุกขึ้นยืนแล้วยื่นมือไปตรงหน้าร่างบาง“ครับ” มือเรียววางลงบนฝ่ามืออีกคน แล้วก้าวย่างออกจากศาลาพร้อมๆ กัน“อ้าว! ผมกำลังมาตามพวกคุณทั้งสองคนพอดีเลยครับ พ่อเลี้ยงกับคุณเพลินตารออยู่ที่ในบ้านครับ” แสนคำส่องไฟฉายมือที่จับประสานกันของทั้งสองแล้วยิ้มกรุ่มกริ่มอย่างมีเลศนัยคนตัวเล็กจะดึงมือออกเพราะไม่อยากให้ร่างสูงถูกมองไม่ดี แต่ทว่ามือหนากลับไม่ยอมปล่อยและยังกระชับแน่นขึ้นกว่าเดิม ดวงตาคมมองอีกคนแล้วส่ายหน้าเบาๆ ตอกย้ำให้รู้ว่าเขาพร้อมที่จะจับมือของร่างบางออกไปเผชิญหน้ากับคนอื่นๆ โดยที่ไม่กลัวสายตาหยามเหยียด หรือถ้อยคำดูถูกดูแคลนอีกแล้ว“ครับ” ร่างบางพูดเสียงแผ่วพร้อมกับยิ้มอ่อนให้อธิป“ขอบคุณครับ พี่แสน”เจ้าบ่าวหมาดๆ ทั้งสองคนเดินมาหยุดที่ยืนหน้าประตู มองเข้าไปภายในบ้านเพื่อทำใจ ก่อนจะเผชิญหน้ากับปัญหาที่กำลังรอพวกเขาอยู่ ชายหนุ่มทั้งสองต่างหันหน้ามาสบตากันพร้อมกับส่งยิ้มอ่อนให้กำลังใจซึ่งกันและกัน“พร้อมไหม?” ร่างสูงเอ่ยถาม“พร้อมครับ”เมื่อทั้งสองคนเดินเข้ามาภายในห้องรับแขก สองมือยังคงจับประสานกันแน่น เหมือนเป็นสัญญาณบอกว่ายังมีซึ่งกันและกันคอยยืนเคียงไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นดวงตาแข็งกร้าวที่เต็มไปด้วยความเจ็บแค้นของชายชรามองร่างสูงด้วยสีหน้านิ่งเฉย ก่อนจะเปล่งเสียงเย็นเยือกน่าเกรงขามออกมา“มาแล้วก็นั่งลงสิ”เจ้าบ่าวหมาดๆ ทั้งสองเดินไปนั่งเคียงคู่กันที่พื้นห้องตรงหน้าผู้ใหญ่ทั้งสามคน เหมือนจะบอกเป็นนัยๆ ว่าพวกเขาพร้อมที่รับผิดกับสิ่งที่กระทำทั้งหมด โดยจะไม่คิดอุทธรณ์ใดๆ“แกรู้ตัวไหมว่าทำให้ฉันอับอายมากแค่ไหน?” พ่อเลี้ยงสุชาติกระชากเสียงถามพลางจ้องหน้าหลานชายเขม็ง ถ้าหากว่าสายตาของเขาเป็นกระสุนปืน ร่างของอธิปคงต้องพรุนไปทั้งตัว“ผมขอโทษครับ”“หมอกขอโทษครับคุณปู่”“แม่ไม่คิดเลยนะว่าหมอกจะกล้าทำอะไรแบบนี้ หรือคิดว่าจะแต่งงานแล้วไม่ต้องเคารพ ไม่ต้องเชื่อฟังแม่ก็ได้ อย่างนั้นใช่ไหม?” เพลินตาพูดขึ้นพร้อมกับมองลูกชายด้วยสายตาเคืองขุ่น“คุณเพลิน เราคุยกันแล้วนะ แค่นี้ลูกก็ทำเพื่อคุณเยอะล่ะนะ อย่ากดดันลูกมากไปกว่านี้เลย” นายวินัยยื่นมือไปแตะที่แขนเรียวของภรรยาพลางทวงสัญญาที่เธอเคยรับปาก หญิงวัยกลางคนมองหน้าผู้เป็นสามีอย่างไม่พอใจ แต่ยอมสงบปากสงบคำด้วยดี“แต่ก็ช่างมันเถอะ ไหนๆ งานมันล่มไม่เป็นท่าแล้ว ถ้าหากฉันจะมาขุดคุ้ยหาคนผิดก็จะดูเป็นไม่เป็นผู้ใหญ่เอาเสียเลยจริงไหม?”“ขอบคุณคุณปู่มากครับ”“หมอกขอบคุณคุณปู่และพ่อกับแม่มากเลยนะครับ” ว่าแล้วทั้งสองคนก็ยกมือขึ้นไหว้ชายชราและพ่อกับแม่ของร่างบาง“เอาเถอะๆ นี่มันก็ดึกมากแล้ว ไปพักผ่อนกันเถอะ ฉันให้คนจัดห้องเอาไว้ให้แล้ว รวมถึงข้าวของเครื่องใช้ของแกและหมอกก็อยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว ห้องริมสุดท้ายทางทิศตะวันออกนะ ไปกันได้แล้ว”“ครับคุณปู่”
ดีมากกก
03/04
0สนุกๆๆๆ
01/04
0เริ่ดดด
23/03
0Lihat Semua